Custom Search

News

Loading...

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

ปีเตอร์ ไชคอฟสกี้ (peter tchaikovsky)

ปีเตอร์ ไชคอฟสกี้ (peter tchaikovsky)
ปีเตอร์ ไชคอฟสกี (รัสเซีย: Piotr Ilitch Tchaïkovski หรือ Petr Tchaïkovsky - Пётр Ильи́ч Чайко́вский) เป็นคีตกวีชาวรัสเซีย เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) ที่เมือง โวทคินสกี้ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ที่ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กผลงานด้าน การ ประพันธ์  อุปรากร
จากอุปรากรทั้งสิบเรื่องที่ไชคอฟสกี้ได้ประพันธ์ไว้นั้น มี:
    *เยฟเกนี โอเนกิน (Евгений Онегин) (ค.ศ. 1878)
    *เด็กน้อยแห่งเมืองออร์เลอง (ค.ศ. 1878 - 79)
    *มาเซ็ปป้า (ค.ศ. 1881 - 83)
    *โยลันตา โอปุสที่ 69 (ค.ศ. 1891)
    *ควีนออฟสเปรด โอปุสที่ 90 (ค.ศ. 1892)

ประวัติไชคอฟสกีเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิน ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความหรูหราและการอดมื้อกินมื้อ ข่าวอื้อฉาว และความต้องการเป็นที่ยอมรับ เขาได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยดนตรีแห่งนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ภายใต้การดูแลของอันทอน รูบินสไตน์ จากนั้นถูกเรียกให้ไปเป็นครูสอนวิชาเรียบเรียงเสียงประสานให้แก่น้องชายของรูบินสไตน์ที่กรุงมอสโก ที่มอสโกนี่เองที่เขาได้ประพันธ์ผลงานสำคัญหลายชิ้น เป็นต้นว่าซิมโฟนีหมายเลขหนึ่ง ชื่อ ความฝันในเหมันตฤดู เขาสมรสในปี พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาความขัดแย้งภายในตนว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ความล้มเหลวของชีวิตแต่งงาน ที่เป็นที่โจษจันว่าอยู่กันอย่างไร้ความรักกับเจ้าสาวที่เป็นศิษย์ของเขาเอง ทำให้เขาเกือบฆ่าตัวตายสำเร็จ อารมณ์ของเขามั่นคงขึ้นในปี พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) เมื่อเขาได้ออกเดินทางไปทั่วทวีปยุโรป ประเทศอิตาลีได้สร้างแรงบันดาลใจให้เขาประพันธ์ผลงานหลายชิ้น รวมทั้งบทเพลงชื่อ คราพริชิโอ อิตาเลี่ยน (capriccio italien) เขาประสบความสำเร็จหลายครั้งและได้พบปะกับคีตกวีเลื่องชื่อร่วมสมัย เป็นต้นว่า โยฮันเนส บราห์ม แอนโทนิน ดโวชาค ฯลฯ เขาเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกาเพื่อเปิดการแสดง ไชคอฟสกีเสียชีวิตในปีพ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) ด้วยอหิวาตกโรคแต่บางกระแสกล่าวว่าเขาถูกบังคับให้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย จากข้อหารักร่วมเพศ..

เพลงของเขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างดนตรีตะวันตกกับดนตรีรัสเซีย ด้วยการนำเสนอแบบร่วมสมัย ซึ่งรวมถึงคีตกวีโมเดสต์ มูสซอร์กสกี้ และ กลุ่มคีตกวีทั้งห้า ซึ่งเขาได้สร้างมิตรภาพกับพวกเขาเหล่านั้นไว้ด้วย  
ผลงานชิ้นสำคัญ 
บัลเล่ต์
    *ทะเลสาบหงส์ขาว โอปุสที่ 20 (พ.ศ. 2418 - 2419)
    *เจ้าหญิงนิทรา โอปุสที่ 66 (พ.ศ. 2431 - 32)
    *เดอะ นัท แคร็กเกอร์ โอปุสที่ 71 (พ.ศ. 2434 - 35)
ซิมโฟนี
    *ซิมโฟนีหมายเลข1บันไดเสียงจีไมเนอร์(ความฝันในเหมันตฤดู)โอปุสที่13พ.ศ.2409(ค.ศ.1866)
    *ซิมโฟนีหมายเลข2 ในบันไดเสียงเอไมเนอร์ (ชาวรัสเซียน้อย)โอปุสที่17พ.ศ.2415(ค.ศ.1872)
    *ซิมโฟนีหมายเลข3 ในบันไดเสียง ดีเมเจอร์ (โปลิช) โอปุสที่ 29 1875 (ค.ศ.1875)
    *ซิมโฟนีหมายเลข4 ในบันไดเสียง เอฟไมเนอร์ โอปุสที่ 36 พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877)
    *แมนเฟรด โอปุสที่ 58 (1885)
    *ซิมโฟนีหมายเลข 5 ในบันไดเสียง อีไมเนอร์ โอปุสที่ 64 พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888)
    *ซิมโฟนีหมายเลข 6 ในบันไดเสียง บีไมเนอร์ (พาเธติก) โอปุสที่ 74 พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893)
เชมเบอร์มิวสิก
    *บทเพลงสำหรับวงสตริงควอเต็ต ในบันไดเสียง บีแฟลตเมเจอร์์ (ค.ศ. 1865)
    *บทเพลงสำหรับวงสตริงควอเต็ต n° 1 ในบันไดเสียง เรเมเจอร์ โอปุสที่ 11 (ค.ศ. 1871)
    *บทเพลงสำหรับวงสตริงควอเต็ต n° 2 ในบันไดเสียง เอฟเมเจอร์ โอปุสที่ 22 (ค.ศ. 1873 - 74)
    *บทเพลงสำหรับวงสตริงควอเต็ต n° 3 ในบันไดเสียง อีแฟลตไมเนอร์ โอปุสที่ 30 (ค.ศ. 1876)
    *ซุวีเนียร์ ดุงลิเยอแชร์, โอปุสที่ 42 (ค.ศ. 1878)
    *เปียโนทรีโอ ในบันไดเสียง เอไมเนอร์ โอปุสที่ 50 (ค.ศ. 1881 - 82)
    *ซูวีเนียร์ เดอ ฟลอเรนซ์ โอปุสที่ 70 (ค.ศ. 1890)

เพลงโหมโรง
    *เดอะ สตรอม, โอปุสที่ 76 พ.ศ. 2407 (ค.ศ. 1864)
    *เพลงโหมโรงในบันไดเสียง เอฟเมเจอร์ (พ.ศ. 2408 แก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2409)
    *เพลงโหมโรง ถอดทำนองจากเพลงชาติเดนมาร์ก โอปุสที่ 15 (ค.ศ. 1866แก้ไขเมื่อปีค.ศ.1892)
    *ฟาตัม โอปุสที่ 77 (ค.ศ. 1868)
    *โรมิโอกับจูเลียต (ค.ศ. 1869 แก้ไขเมื่อปี ค.ศ. 1870, 1880)
    *เดอะ เท็มเปสต์ โอปุสที่ 18 (ค.ศ. 1873)
    *สลาโวนิค มาร์ช โอปุสที่ 31 (ค.ศ. 1876)
    *ฟรานเซสก้า ดา ริมินี โอปุสที่ 32 (ค.ศ. 1876)
    *คาพริชิโอ อิตาเลี่ยน โอปุสที่ 45 (ค.ศ. 1880)
    *เซเรเนดสำหรับวงเครื่องสาย โอปุสที่ 48 (ค.ศ. 1880)
    *เพลงโหมโรง 1812, โอปุสที่ 49 (ค.ศ. 1880)
    *แฮมเล็ต โอปุสที่ 67 (ค.ศ. 1888)
    *อุปรากรเรื่อง โวยีโวด้า โอปุสที่ 78 (ค.ศ. 1890 - 91)

คอนแชร์โต้  
คอนแชร์โต้สำหรับเปียโนหมายเลข 1 ในบันไดเสียง บีแฟลตไมเนอร์ โอปุสที่ 23 (ค.ศ.1874-75 
แก้ไขเมื่อปี ค.ศ. 1879 และ 1889)
    *เซเรเนด เมลังโคลิค โอปุสที่ 26 (ค.ศ. 1875)
    *วาริเอชั่นส์ แอนด์ รอคโคโคธีม โอปุสที่ 33 (ค.ศ. 1876)
    *วอลซ์-สแกโซ โอปุสที่ 34 (ค.ศ. 1877)
    *คอนแชร์โต้สำหรับไวโอลิน ในบันไดเสียงดี เมเจอร์ โอปุสที่ 35 (ค.ศ. 1878)
    *คอนแชร์โต้สำหรับเปียโนหมายเลข 2 ในบันไดเสียงจี เมเจอร์ โอปุสที่ 44 (ค.ศ. 1879-80)
    *คอนเสิร์ต แฟนตาซี โอปุสที่ 56 (ค.ศ. 1884)
    *เปซโซ่ คาปริชิโอโซ โอปุสที่ 62 (ค.ศ. 1887)
    *คอนแชร์โต้สำหรับเปียโนหมายเลข 3 ในบันไดเสียง อีแฟลตไมเนอร์ โอปุสที่ 75 (ค.ศ. 1893)
    *อันดานเต้ แอนด์ ฟินาเล่ โอปุสที่ 79 (ค.ศ. 1893)
http://www.youtube-nocookie.com/v/3xLQW5rm92s?


Tchaikovsky - The seasons - june (barcarolle)
เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดย menmen

Wolfgang Amadeus Mozart

Wolfgang Amadeus Mozart
โมซาร์ทเกิดที่เมืองซาลซ์บูร์ก เขามีงานประพันธ์เพลง 700 ชิ้นรวมทั้งโอเปร่า (ดนตรีซึ่งมีเนื้อเรื่อง) ชื่อ ดอน โจวันนี (Don Giovanni) และ ขลุ่ยวิเศษ (Die Zauberflöte) ปัจจุบันผลงานต่าง ๆ ของเขาได้ถูกนำมาจัดจำหน่ายเป็นสื่อต่าง ๆ มากมายโมสาร์ท เป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง ที่มีอัจฉริยภาพทางดนตรีมาแต่กำเนิด เมื่อเขายังเล็ก ๆ อยู่นั้น มักจะไปยืนเกาะฮาร์พซิคอร์ด ดูพ่อกำลังสอน Nannerl พี่สาวของเขาให้เล่นคลาเวียร์อยู่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ดูไปดูมาก็อยากจะเล่นได้อย่างพี่สาว ก็เลยเอ่ยปากขอเล่นบ้าง แต่พ่อบอกว่ายังเด็กยังเล็กอยู่จะเล่นเห็นจะยังไม่เหมาะ ขอให้โตกว่านี้อีกหน่อยซิพ่อจะสอนให้
เมื่อโมสาร์ทอายุได้ 4 ขวบ พ่อก็เริ่มฝึกหัดให้เขาเรียนดนตรีอย่างจริงจัง โมสาร์ทสามารถเรียนรู้อะไร ๆ จากพ่อได้อย่างรวดเร็ว หูของเขาสามารถฟังเสียงดนตรีได้อย่างแม่นยำ และบอกเสียงต่าง ๆ ได้ถูกต้อง พ่อเริ่มเห็นความสามารถพิเศษที่สวรรค์ประทานพรมาให้ลูกชายของเขาแล้ว จึงได้ตั้งใจทุ่มเทเวลามาฝึกหัด และวางรากฐานทางดนตรีตลอดจนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกต้องให้แก่ลูกชายของเขา

โวล์ฟกัง อมาเตอุส โมสาร์ท 
เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1759 (พ.ศ.2295) ที่เมืองซาลสเบอร์ก ออสเตรีย เป็นลูกชายของ เลโอโปลด์ โมสาร์ท นักดนตรีผู้มีชื่อเสียงของออสเตรีย เป็นนักแต่งเพลงและครูสอนดนตรี มีความสามารถทางไวโอลินเป็นเยี่ยม มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีประจำสำนักของอาร์ชบิชอพ ที่ซาลสเบอร์ก แม่ชื่อ เฟรา อันนา โมสาร์ท เป็นผู้หญิงธรรมดาที่พอใจในงานแม่บ้านแม่เรือน และมีความรักลูก ๆ เหมือนแม่ทั้งหลาย โมสาร์ทมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน แต่ตายไปเสีย 5 คน คงเหลือแต่เพียงมาเรีย แอนนา หรือ Nannerl พี่สาวซึ่งมีอายุแก่กว่าเขา 4 ปี และตัวเขาเอง เพียง 2 คนเท่านั้น เด็กน้อยโมสาร์ทเป็นคนที่มีรูปร่างสง่า มีใบหน้าสวย มีริมฝีปากงามละไม จมูกโด่ง มีแววตาอ่อนโยนคล้ายผู้หญิง มีกิริยาละมุนละม่อมสงบเสงี่ยมและเป็นคนช่างคิดช่างฝัน
แม้ว่าโมสาร์ทจะมีรูปโฉมที่งดงาม และมีพรสวรรค์ทางการดนตรีที่พระเจ้าประทานให้อย่างล้นเหลือ แต่ในด้านความรักนั้น เรียกได้ว่าโมสาร์ทเป็นชายที่อาภัพในเรื่องความรักคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ในระหว่างที่โมสาร์ทยังเป็นเด็กนั้น เป็นงานที่มีผลทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรป จักรพรรดิฟรังซิส ถึงกับทรงเรียกเขาว่า “ผู้วิเศษน้อย” เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาแต่งเพลงไวโอลินโซนาตาเสร็จเป็นเพลงแรก อีกปีหนึ่งต่อมาเมื่ออายุ 8 ขวบ ก็แต่งซิมโฟนีได้สำเร็จ การที่พ่อของเขาได้นำพี่สาวและตัวของโมสาร์ทออกแสดงดนตรีไปทั่วยุโรป ทำให้โมสาร์ทได้รับการต้อนรับ อย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง ทั้งออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้รับการยอมรับจากชนทุกชั้น

ระยะนี้เองเขาได้รับสมญานามเพื่อยกย่องว่า “เด็กมหัศจรรย์”
ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วยุโรปเมื่ออายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินจากสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งพระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็นทหารม้า Cavalier และเป็น King of the Golden Cross ด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้เคยให้แก่ คริสโตฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งพระเจ้ายอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ ถึงกับเคยตรัสไว้ว่า “อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถเท่ากับคนอายุ 40”

อิตาลี เป็นประเทศที่โมสาร์ทชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขาลุ่มหลงในความงดงามของอิตาลีจนถึงขั้นกับเปลี่ยนชื่อของตัวเองให้เป็น ภาษาอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลาง ซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน เขา หายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด

อาชีพเฟื่องฟูในกรุงเวียนนา 
โมสาร์ทไม่พอใจในสถานะที่เป็นอยู่อย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเดินทางไปที่กรุงเวียนนา และได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวเวเบอร์ และได้แต่งงานกับคอนสตันซ์ เวเบอร์ น้องสาวของ อลอยเซีย เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยรักมาก่อน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1782 เขาได้นำเอาชื่อของภรรยาไปตั้งเป็นชื่อของนางเอกในอุปรากรที่เขาเขียนขึ้น ชื่อ The Escape from Seraglio โมสาร์ท ได้นำอุปรากรเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงเวียนนา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ คนดูเดินออกก่อนอุปรากรเลิก ทุกรอบ แต่อย่างไรก็ตาม จากอุปรากรเรื่องนี้ จักรพรรดิโจเซปได้รับโมสาร์ทไว้ในวงดนตรีของพระองค์

ชีวิตหลังแต่งงานของโมสาร์ทนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากภรรยาของเขาใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ฐานะทางการเงินของเขาแย่ลงทุกวัน จนต้องไป กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และที่เลวร้ายมากที่สุดสำหรับชีวิตนักดนตรีอัจฉริยะของโลก ก็คือ บางครั้งถึงกับต้องไปขอทานเพื่อให้มีเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ระหว่างนี้เองที่โมสาร์ทต้องล้มป่วยลงด้วยโรคไต แต่ด้วยความสำเร็จของ The Magic Flute ที่เขาแต่งขึ้นมาใหม่ เขาได้รับเงินจ่ายประจำปี เขาจึงเริ่มต้นมีความมั่นคงทางการเงินอีกครั้ง

โมสาร์ทได้เขียนเพลงมากมาย ยิ่งเขียนมากขึ้นเท่าไหร่แนวการเขียนก็ยิ่งแปลกขึ้นเท่านั้น และไม่ค่อยจะซ้ำแบบเดิม ซึ่งเป็นการยากที่นักแต่งเพลงอื่น ๆ จะทำได้ อุปรากรเรื่องสุดท้ายในชีวิตของโมสาร์ท คือ The Magic Flute ซึ่งเขียนขึ้นขณะที่กำลังป่วยและอยู่ในภาวะเศร้าโศก เพราะมีเรื่องคับแค้นในเรื่องครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ปรากฏว่าท่วงทีทำนองและลีลาของเพลงเต็มไปด้วยชีวิตและ ร่าเริงแจ่มใส เพลงนี้เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1791

โมสาร์ทได้พยายามแต่งเพลง Requiem (เพลงเกี่ยวกับงานศพ) ให้แก่เคาน์ท์ลัวเซกก์ เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ภรรยาที่ตายไปแล้ว โมสาร์ทแต่งไปได้ไม่มากนักก็เสียชีวิตเสียก่อน ตกลงก็เป็นอันว่าเพลง Requiem นี้แต่งขึ้นเพื่องานศพของตนเอง 
เพราะต่อมาวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1791 โมสาร์ทก็จากโลกไปด้วยโรคไข้ไทฟลอย์ที่เวียนนา เขาตายขณะที่กำลังยากจนแสนเข็ญ และมีหนี้สินรุงรัง ภรรยาไม่มีเงินจะทำศพให้สามี เอเฟน ฟาน สวีเดน ผู้ใจบุญได้ช่วยจัดการในพิธีฝังศพให้
ขณะที่โมสาร์ทตายนั้น เขาอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เขาตายอย่างน่าอนาถ เพราะเขาต้องเผชิญกับความหิว ความหนาวและเข็ญใจ ไร้ญาติขาดมิตร ขณะที่นำศพไปฝังในตอนบ่ายวันที่เขาตายนั้น มีพายุฝนอย่างรุนแรง หิมะและลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก ทำให้คนเดินติดตามไปฝังศพต้องยอมแพ้ไม่ยอมตามไป ภรรยาของเขาก็ไม่ได้ตามไปด้วยเพราะกำลังป่วยอยู่ ฉะนั้น จึงไม่มีญาติมิตรคนใดไปดูการฝังศพของเขา คงปล่อยให้สัปเหร่อ 2-3 คน จัดการไปตามลำพัง ณ ป่าช้าสำหรับคนอนาถาที่ เซนต์ มารุกซ ในกรุงเวียนนา โดยไม่ได้ทำเครื่องหมายอันใดไว้เลย เพราะทำกันอย่างรีบ ๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง พอมีการระลึกถึงคุณค่าทางดนตรีของเขาขึ้นมา ต้องการที่จะคาราวะศพ และจะจัดสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่เขา ก็ไม่สามารถจะค้นหาหลุมฝังศพของเขาพบ นี่แหละคือชีวิตของ โวล์ฟ กัง อมาเดอุส โมสาร์ท นักดนตรีชื่อก้องโลกผู้อาภัพที่สุด
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของโมสาร์ทยังคงเป็นตำนานอมตะให้คนทั่วโลกได้พิจารณาการดำเนินชีวิต ด้วยความไม่ประมาท ไม่ว่าจะมีชื่อเสียง ลาภ ยศ เงินทอง มากมายอย่างไร ก็อาจจะมีวันเสื่อมลงได้
เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดย menmen

รายการบล็อกของฉัน

  • ฉลามยักษ์ Megalodon - *ปริศนาเม็กกาโลดอน อะไรทำให้ฉลามที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูญพันธุ์* *ลอสแอนเจลิส* – เม็กกาโลดอน ฉลามขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยแหวกว่ายในท้องมหาสมุทร อาจจะตัวโตเกินไป...
    3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ออสเตรเลียสกัดดีเอ็นเอนกที่ สูญพันธุ์ เป็นผลสำเร็จ - *นักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลีย*แถลงว่าสามารถสกัดดีเอ็นเอจากซากดึกดำบรรพ์ของเปลือกไข่นกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การร่างแผนที่กลุ่มยีนใน...
    5 เดือนที่ผ่านมา
  • ฝนกรด (acid rain) - *ฝนกรด (อังกฤษ: acid rain) *เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดเนื่องมาจากมลภาวะทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไปของมนุษย์ โ...
    1 ปีที่ผ่านมา
  • นิยามเรื่องของความรัก(Definition love) - *นิยามเรื่องของความรัก(Definition love)* *การห้ามใจไม่ให้รักนั้น…ยากนัก * แต่คงเทียบไม่ได้*…*กับการห้ามใจให้ลืมรักเพราะย่อมยากกว่า คุณอาจทำได้*…*เมื่อมีใครอ...
    1 ปีที่ผ่านมา
  • อกหักรักให้เป็น(Love and regret) - *อกหักรักให้เป็น(Love and regret)* แต่หากความรักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ ความรู้สึกผิดหวังในเรื่องความรักก็จะเกิดขึ้น และปรากฏเป็นอาการ “อกหัก” ให้เห็น ซ...
    1 ปีที่ผ่านมา