Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

มีแห่งเดียวในโลกตึก ร้องเพลงได้แห่ง Dresden ประเทศเยอรมัน ตึกร้องเพลงได้ สร้างเสียงเพลงให้อาคารมีชีวิต



มีแห่งเดียวในโลกตึก ร้องเพลงได้แห่ง Dresden ประเทศเยอรมัน  ตึกร้องเพลงได้ สร้างเสียงเพลงให้อาคารมีชีวิต

ตึกนี้คือจินตนาการของคนสร้างเขาจะสร้างตึกให้มีเสียงเพลงเสียงจะเป็นยังไงเรายังไม่เคยได้ยินเลยแต่ก็จินตนาการเอาว่ามันคงจะเป็นเสียงที่น่าฟังเป็นดนตรีที่ไพเราะ....นะครัย คงไม่ใช่คนในตึกแหกปากตะโกนโวยวายโวยวายร้องเพลงกันแบบนั้นไม่ใช่ตึกร้องเพลงนะมันเป็นคนร้องเพลงเสียงดังสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้าน

เรามาเข้ารายละเอียดของตึกร้องเพลงกันเลยดีกว่านะครับว่ามันจะเป็นอย่างไรคุณก็จินตนาการตามไปด้วยแล้วกัน




ตึกร้องเพลงได้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นที่ เมือง Dresden ประเทศเยอรมัน เป็นผลงานแนวฟังกี้ 

รู้จักกันดีในชื่อ Kunsthofpassage ยามสายฝนเทลงมา น้ำก็จะนำพาซึ่งเสียง จากการไหลผ่านร่องรางน้ำที่ถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าอาคาร เสมือนว่าตึกกำลังขับกล่อมเสียงประสานผ่านสายฝน

อย่าเข้าใจผิดว่าฝนเป็นตัวสร้างเสียง แท้จริงแล้ว เจ้าฮอร์น เครื่องเป่าทรงกรวยที่เห็นต่างหาก คือตัวบันดาลดนตรี จินตนาการง่ายๆ คล้ายกับการที่หยดฝนตกกระทบหลังคาสังกะสี ย่อมให้เสียงที่ต่างจากหลังคากระเบื้อง กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ลักษณะของฮอร์นและวัสดุที่ใช้เป็นตัวกำหนดตัวโน้ต ให้เราผ่อนคลายโสตผ่าน ตึกร้องเพลงได้


ตึกร้องเพลงได้ ออกแบบโดยศิลปินที่พักอาศัยอยู่ที่ตึกแห่งนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Rube Goldberg Machine ชื่อเรียกของสิ่งประดิษฐ์ที่ประกอบด้วยกลไกย่อยต่างๆ และส่งผลถึงกันเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นกลไกที่ซับซ้อน ถือเป็นแนวคิดที่โด่งดังของ Rube Goldberg นักวาดการ์ตูนและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน

Kunsthofpassage ตึกร้องเพลงได้ มีแห่งเดียวใน Dresden และเชื่อว่าน่าจะมีแห่งเดียวในโลก ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมให้เยอรมัน ประเทศซึ่งเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ รวมถึงศิลปะและประวัติศาสตร์อันน่าสนใจ


😂เสียงเพลงจรรโลงใจทำให้คนเรามีจิตใจที่สดชื่นแจ่มใสสติอารมณ์เบิกบานด้วยเสียงเพลงนะครับเพราะฉะนั้นเสียงเพลงเบาๆกับบรรยากาศคลาสสิคอย่างเช่นตึกร้องเพลงนี้รับรองได้ว่าฟังเสียงเพลงจากตึกร้องเพลงสุขภาพจิตคุณดีแน่นอน

เซอร์เก วาซิลีวิช รัคมานินอฟ อัจฉริยะ คีตกวี นักเปียโน ตอนเด็ก ๆ เกียจคร้าน ชอบโดดเรียน เอาแต่เล่นสเกต


เซอร์เก วาซิลีวิช รัคมานินอฟ (รัสเซีย: Сергей Васильевич Рахманинов, Sergej Vasilevič Rakhmaninov; 1 เมษายน 1873 – 28 มีนาคม 1943) เป็นคีตกวี นักเปียโน และวาทยากร ชาวรัสเซีย โด่งดังในฐานะผู้นำแนวดนตรีคลาสสิกแบบโรแมนติกในยุโรป และยังเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการเปียโนมากที่สุดผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 20

เซอร์เกมีเทคนิคการบรรเลงเปียโนอันน่าทึ่ง ดนตรีของเขามีแรงขับมหาศาล จากคำบอกเล่าของสตราวินสกี เพื่อนคีตกวีของเขา รัคมานินอฟมีมือที่ใหญ่มาก สามารถกางมือบนคีย์บอร์ดได้กว้าง 13 ตัวโน้ต (ประมาณ 12 นิ้วฟุต) เขายังสามารถเล่นดนตรีที่ซับซ้อนได้หลังจากที่ได้ยินเพียงครั้งเดียว
ผลงาน


โอปุสที่ 18 เปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 2 ในบันไดเสียงซีไมเนอร์ (1901)

คนทั่วไปจะรู้จัก Sergei Rachmaninov จาก Piano Concerto หมายเลข 2-3 ของเขา แต่ความจริงแล้วคีตกวีชาวรัสเซียผู้นี้ได้ใช้ชีวิตของเขาร่วม 70 ปี เพื่อแต่งเพลง ออกมามากมาย ล้วนน่าฟังและทรงคุณค่าทั้งสิ้นถือได้ว่าเป็นคีตกวียุคหลังTchaikovsky ที่เก่งพอจะสู้กับไชคอฟสกี้ได้ สบาย ๆ อย่างน้อย เปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขสองของเขาก็ถูกจัดอันดับเหนือกว่าเปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขหนึ่งของไชคอฟสกี้ ถึงแม้เขาจะได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากฝ่ายหลังอยู่มากโข

รัคมานินอฟเกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 1873 เมือง Semyonovo ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในครอบครัวที่สืบเชื้อสายมาจากพวกเติร์กที่เป็นผู้รับใช้ซาร์ (กษัตริย์ของรัสเซีย) มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 พ่อเป็นนายทหาร เล่นเปียโนเก่งเหมือนปู่แต่ชอบดื่มเหล้า เล่นการพนันเป็นนิจ แถมยังเผาผลาญเงินของแม่ซึ่งเป็นมรดกที่ได้จากเจ้าคุณตา จู่ ๆ พ่อก็ทิ้งครอบครัวไปเมื่อเขาอายุเพียง 9 ขวบ พี่สาวก็มาด่วนตายจาก เข้าใจว่าคงมีส่วนที่ทำให้ดนตรีของเขาค่อนข้างจะไปในโทนเศร้า ๆ ซึ้ง ๆ


รัคมานินอฟฉายแววเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เกียจคร้าน ชอบโดดเรียน เอาแต่เล่นสเกต หลังจากที่ครอบครัวย้ายไปกรุงมอสโคว์ก็ได้ ไปเรียนดนตรีกับอาจารย์ เจ้าระเบียบหลายท่าน เช่น Sergei Taneyev ผู้เป็นลูกศิษย์ของ Tchaikovsky ,Anton Arensky หรือแม้แต่ Alexander Siloti ลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ Nikolai Zvereff ผู้ได้สอนรัคมานินอฟถึงสี่ปีทำให้เขาพัฒนาฝีมือในการประพันธ์เพลงและเทคนิคการเล่นเปียโนอย่างมหาศาล ลักษณะอันโดดเด่นของรัคมานินอฟอีกประการหนึ่งคือเป็นคนมือใหญ่ ที่สามารถวางบนคีย์บอร์ดของเปียโนอย่างถนัดถนี่


 แต่ในปี 1889 ทั้งคู่ก็สิ้นสุดความสัมพันธ์เมื่อ รัคมานินอฟต้องการห้องส่วนตัวในการฝึกซ้อม แต่ท่านอาจารย์ไม่ยอม เขาก็เลยตีจากไปหาซิโลติ ญาติของตน ต่อมาในปี 1892 รัคมานินอฟก็จบจากโรงเรียนสอนดนตรีดนตรีด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม พร้อมกับงานนิพนธ์ก็คืออุปรากรชื่อว่า Aleko ที่ได้รับความชื่นชมจากไชคอฟสกี้ อีกสี่ปีต่อมาเขาก็ได้เปิดแสดง Symphony หมายเลข 1 ซึ่งยังผลคือความหายนะมาสู่หายนะในชีวิตของเขา ทั้งคนดูและนักวิจารณ์ต่างสับซิมโฟนีชิ้นนี้จนเหละตุ้มเปะ คนที่ควรจะถูกตำหนิคน แรกคือวาทยกรนามว่า Alexander Glazunov ซึ่งไม่ชอบดนตรีชิ้นนี้และควบคุมการซ้อมของนักดนตรีไม่ค่อยดีนัก


บทคนจะซวยมันก็ซวย โบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์โทด็อกซ์ตะวันออกก็ปฏิเสธ ไม่ยอมให้เขาแต่งงานกับ Natalie Satina ลูกพี่ลูกน้องของเขา รัคมานินอฟก็เลยสติแตกเว้นวรรคการเมือง เอ้ย การเขียนดนตรีไปหลายปี จวบจนมีจิตแพทย์คือคุณหมอ Nikolai Dahl มาช่วยรักษา สะกดจิตให้เขามีกำลังใจฮึดกลับมาอีกครั้ง และได้เขียน เปียโนคอนแชร์โต้หมายเลข 2 ในปี 1901 (เขาเขียนหมายเลขหนึ่งในปี 1891) โดยอุทิศให้กับคุณหมอดาห์ลด้วย ปรากฏว่าเป็น Masterpiece ของรัคมานินอฟที่ทุกคนจะต้องจดจำก็ว่าได้ และอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็ได้รับอนุญาติให้แต่งงานกับนาตาลี และทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปจนตายจากกัน


ในปี 1904 รัคมานินอฟ ก็ได้รับตำแหน่งเป็นวาทยกรของโรงละคร Bolshoi อันโด่ง ดังของมอสโคว์ แต่ก็ต้องลาออกด้วยเหตุผลทางการเมืองในอีกสองปีต่อมา เขาอพยพไปอยู่ยุโรปตะวันตกเพื่อให้เหตุการณ์ทางการเมืองในรัสเซียคลี่คลายลง แต่แล้วเหตุการณ์กลับเลวร้ายขึ้นเมื่อมีการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ในปี 1917

รัคมานินอฟต้องลี้ภัยไปอยู่ที่อเมริกาเป็นการถาวร ในปี 1918 สาเหตุที่เขาไปอยู่ นิวยอร์ก เพราะ ความสำเร็จจากการไปเปิดการแสดงเปียโนที่นั่นในปี 1909 และแต่ง Piano Concerto หมายเลข 3 (ที่เป็นเพลงหลักในหนังเรื่อง Shine)ไปพร้อมๆ กัน แต่ปรากฏว่าในรัสเซียกลับห้ามแสดงงานของเขาอยู่นานมาก อาจเพราะรัคมานินอฟประกาศไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน

เมื่อไปอยู่อเมริกา รัคมานินอฟแต่งเพลงได้น้อยลง เพราะว่าเขาต้องเปิดแสดงมากขึ้นในการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แถมยังเป็นโรคคิดถึงบ้านด้วย เขายังไปอัดแผ่นเสียงให้กับบริษัทเอดิสันและบริษัทอื่น ๆ และบริษัทเหล่านี้เองที่ช่วยโฆษณาให้เขากลายเป็นนักเปียโนชื่อดัง เรื่องที่น่าจดจำก็คือเมื่อเขาได้อพยพมาอยู่ที่อเมริกา ก็ได้เปลี่ยนตัวสะกดชื่อของตัวเองจาก Rachmaninov เป็น Rachmanioff เข้าใจว่าคงให้ดูเหมือนอเมริกันมากขึ้น เขายังอุทานเมื่อได้ยินเสียงเปียโนของตัวเองว่า "สุภาพบุรษทั้งหลาย ข้าพเจ้า Sergei Rachmaninoff เพิ่งได้ยินเสียงตัวเองเล่นก็คราวนี้แหละ

รัคมานินอฟล้มป่วยในช่วงออกแสดงคอนเสิร์ตช่วฤดูหนาว ปี 1942 เพราะว่าตัวเองเป็นนักสูบตัวยงก็เลยป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1943 ก็แสดงเดี่ยวเปียโนเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลับเป็นเพลงของโชแปงคือ Piano sonata หมายเลข 2 ซึ่งมีกระบวน Funeral March หรือเพลงที่ใช้ในการแห่ศพอยู่ด้วย เหมือนเป็นการสั่งลา รัคมานินอฟเสียชีวิต ในวันที่ 28 มีนาคมปี 1943 ที่ Beverly Hills California ศพถูกฝังในสุสาน Kensico ใน New York 

เรย์ ชาร์ลส (Ray Charles Robinson)


เรย์ ชาร์ลส (Ray Charles Robinson)บทเพลงที่ไม่มีวันตายของอัจฉริยะในโลกมืด

บทเพลงที่ไม่มีวันตายของอัจฉริยะในโลกมืด 

เรย์ ชาร์ลส
ชื่อเกิดเรย์ ชาร์ลส โรบินสัน (Ray Charles Robinson)
วันเกิด23 กันยายน ค.ศ. 1930
วันที่เสียชีวิต10 มิถุนายน ค.ศ. 2004 (73 ปี)
แนวเพลง อาร์แอนด์บี, ดนตรีโซล, บลูส์, แจ๊ซ, ดนตรีคันทรี, ป็อป...อาชีพนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี
ปี1947–2004 ค่ายAtlantic, ABC, Warner Bros.
เว็บไซต์ www.raycharles.com
เรย์ ชาร์ลส (อังกฤษ: Ray Charles) (23 กันยายน ค.ศ. 1930 - 10 มิถุนายน ค.ศ. 2004) เป็นนักเปียโน นักร้อง นักแต่งเพลง ชาวอเมริกัน ที่เป็นผู้ทำให้เพลงริธึมแอนด์บลูส์ เป็นรูป เป็นร่าง เขานำจิตวิญญาของเพลงคันทรีเข้ากับป็อปสแตนดาร์ด ผ่านการบันทึกเสียงสมัยใหม่ เขายังนำเพลง "America the Beautiful" มาทำใหม่ จน เอ็ด แบรดลีย์ แห่งรายการ 60 Minutes เรียกว่า "เป็นเวอร์ชันของเพลงธีมเพลงชาติ ที่คลาสสิก ที่จะมีคนร้องมันได้" แฟรงก์ ซินาตรา เรียกเขาว่า "อัจฉริยะตัวจริงของวงการเพลง"

 ในปี 2004 นิตยสารโรลลิงสโตน จัดอันดับชาร์ลสอยู่ที่อันดับ 10 ของศิลปินที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และเขายังได้รับการโหวดให้เป็นอันดับ 2 ของการจัดอันดับในเดือนพฤศจิกายน 2008 ในหัวข้อ 100 นักร้องที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล


👉💡คำว่า ริทึมแอนด์บลูส์ ถูกใช้ครั้งแรกในนิตยสารบิลบอร์ดโดย เจอรี่ เว็กซ์เลอร์ (Jerry Wexler) ในปี ค.ศ. 1947 แทนที่คำว่า Race Music ที่เคยถูกใช้มาก่อนในปี ค.ศ. 1948 บริษัท RCA Victor ได้เข้ามาทำการตลาดดนตรีคนผิวดำโดย ภายใต้ชื่อ Blues and Rhythm คำนี้ถูกกลับคำ โดยเว็กซ์เลอร์ ค่าย Atlantic Records ซึ่งเป็นผู้นำเพลงแนวอาร์แอนด์บีในยุคแรกๆ
ในปีช่วงยุค 1970 ริทึมแอนด์บลูส์ ได้ครอบคลุมนิยามกับแนว โซล (Soul) และ ฟังก์ (Funk) ในปัจจุบันนิยมเรียกอาร์แอนด์บี มากกว่าคำว่า ริทึมแอนด์บลูส์
ริทึมแอนด์บลูส์ มีที่มาก่อน ร็อก แอนด์ โรลล์ ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงแนวแจ๊ส,จัมพ์บลูส์ และ แบล็กกอสเปล มีนักดนตรีแจ๊สหลายคนที่บันทึกเสียงทั้งเพลงแจ๊ส และ ริทึมแอนด์บลูส์ เช่นวงสวิงแบนด์ของ Jay McShann, Tiny Bradshaw และ Johnny Otis เป็นต้น และโดยส่วนมาก นักดนตรีในสตูดิโอที่ทำเพลงอาร์แอนด์บี จะเป็นนักดนตรีแจ๊ส

ในช่วงยุค 1950 ถือเป็นยุคคลาสสิกอาร์แอนด์บี มีการผสมแนวเพลงเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส และ ร็อก แอนด์ โรลล์ เพลงแนวอาร์แอนด์บีถูกพัฒนาไปที่ต่างๆ เช่นในรัฐนิวออร์ลีนส์ มีการใช้เปียโนในเพลง ตัวอย่างเช่นศิลปินที่เป็นที่รู้จักอย่าง แฟท โดมิโน (Fats Domino) ในเพลงติดชาร์ท "Blueberry Hill" และเพลง "Ain't That a Shame" อีกที่ที่มีการพัฒนาของเพลงแนวอาร์แอนด์บีคือ ลุยเซียนา มีศิลปินเช่น Clarence "Frogman" Henry, Frankie Ford, Irma Thomas, The Neville Brothers และ Dr. John
เป็นต้น


เพลง ร็อก แอนด์ โรลล์ ในรูปแบบของอาร์แอนด์บี ที่เป็นที่รู้จักเพลงแรกๆ เช่น "Rocket 88" และ "Shake, Rattle and Roll" ที่ขึ้นชาร์ททั้ง ป็อปชาร์ทและอาร์แอนด์บีชาร์ท
ช่วงต้นยุค 1960 เพลงแนวอาร์แอนด์บีมีแนวโน้มมีรูปแบบออกไปทางกอสเปลรวมถึงโซล มีศิลปินเช่น Ray Charles, Sam Cooke, และ James Brown และเริ่มมีศิลปินผิวขาวทำเพลงในแนวนี้ แต่จะเรียกว่า บลู-อายด์ โซล เช่น The Yardbirds, The Rolling Stones, The Pretty Things, The Small Faces, The Animals, The Spencer Davis Group และ The Who

ในช่วงกลางยุค 1970 คนผิวสีทำเพลงในแนวดิสโก้ ถือเป็นปรากฏการณ์ในสังคม เพลงแนวดิสโก้ได้รับความนิยมอย่างมาก พอช่วงยุค 80 เพลงดิสโก้ก็หายไป กลายเป็นเพลงช้าๆ ฟังสบายๆ ที่เรียกว่า quiet storm จนกระทั่งในปัจจุบันอาร์แอนด์บีได้เพิ่มแนวฮิปฮอป และ แร็ปอีก ซึ่งได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน


ข้อมูลเพิ่มเติมริทึมแอนด์บลูส์
แหล่งกำเนิดทางรูปแบบแจ๊ส บลูส์ กอสเปล จัมพ์บลูส์ อิเล็กทริกบลูส์ และ เพลงป็อปพื้นบ้าน
แหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมทศวรรษที่ 1940 สหรัฐอเมริกา
เครื่องบรรเลงสามัญกีตาร์ - กีตาร์เบส - ฮาร์โมนิกา - ทรัมเปต - แซ็กโซโฟน - กลอง - เปียโน - ออร์แกน - คีย์บอร์ด
รูปแบบอนุพันธุ์เร้กเก้ - สกา - ร็อกแอนด์โรล - ดนตรีโซล - ฟังก์
ริทึมแอนด์บลูส์ (อังกฤษ: Rhythm and Blues หรือรู้จักกันในชื่อ R&B, R'n'B, RnB) เป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยม โดยผสมผสานระหว่างเพลงแนว แจ๊ส กอสเปล และบลูส์ โดยเริ่มแรกจะเล่นโดยศิลปินแอฟริกัน-อเมริกัน
เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดย menmen

‘ขลุ่ยกระดูกจิ๋ว’ อายุ 12,000 ปีที่อิสราเอล“น่าจะเป็นเครื่องดนตรียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เล็กที่สุดที่เคยรู้จักกันมา”


‘ขลุ่ยกระดูกจิ๋ว’ อายุ 12,000 ปีที่อิสราเอล“น่าจะเป็นเครื่องดนตรียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เล็กที่สุดที่เคยรู้จักกันมา”


โลกเรานี้มีอะไรที่ลึกลับซับซ้อนที่เราอาจจะไม่รู้ได้อีกมากมายตามบทความนี้จะทำให้รู้ว่ามนุษย์ในยุคโบราณก็มีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตและมีอารมณ์ศิลปินศิลปะไม่ต่างกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน... พบ ‘ขลุ่ยกระดูกจิ๋ว’ อายุ 12,000 ปีที่อิสราเอล  นี่คือหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ว่าดนตรี หรือศิลปะคือวิถีชีวิตที่เป็นสากลไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าล้าหลังไร้ความเจริญหรือชนชาติที่เจริญก็รู้จักเสียงดนตรี ศิลปะกันทั้งนั้น..

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าใช้เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ เพราะมันมีเสียงคล้ายนกเหยี่ยว เป็นไปได้ว่าเสียงจากขลุ่ยอาจล่อให้นกออกมาและถูกจับเป็นอาหาร แต่ก็มีความเป็นไปได้อีกอย่างคือใช้เป็นเครื่องดนตรี (ใครอยากฟังเสียงตามลิ้งก์ด้านล่างได้เลย)


ขลุ่ยกระดูกจิ๋วนี้พบในพื้นที่ขุดค้นที่ชื่อว่า ‘Eynan-Mallaha’ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ในสมัยโบราณเมื่อประมาณ 13,000 ถึง 9,700 ปีก่อน ถูกครอบครองโดยชาว Natufians พื้นที่แห่งนี้มีกระดูกสัตว์ปีจำนวนมากมายกว่า 1,100 ชิ้น แต่เมื่อนักโบราณคดีคัดแยกมันออกมา

พวกเขาก็พบเจ้าขลุ่ยกระดูกจิ๋วนี้อยู่ประมาณ 7 อัน ซึ่งมีเพียงอันเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทีมงานระบุว่ามันถูกสร้างมาจากกระดูกของนกคูท (Coots) และนกเป็ดน้ำ แต่ละชิ้นมีขนาดไม่ถึง 2.6 นิ้ว และก็มีจำนวนรูปที่แตกต่างกันไป 1 ถึง 4 รูบนกระดูก 

“พวกมันน่าจะเป็นเครื่องดนตรียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เล็กที่สุดที่เคยรู้จักกันมา” Laurent Davin นักโบราณคดีจากกรุงเยรูซาเล็มกล่าว “จากการสวมใส่ เราคิดว่าพวกมันอาจถูกผูกไว้กับเชือกแล้วห้อยคอไว้” 


แต่เมื่อทีมงานลองเป่าดู พวกมันก็มีความคิดใหม่ขึ้นมาแทนเครื่องดนตรี เพราะขลุ่ยกระดูกนี้กลับสร้างเสียงแหลมสูงซึ่งคล้ายกับเสียงของเหยี่ยวนกกระจอกเอเชีย (Accipiter nisus) และเหยี่ยวเคสเตรลทั่วไป (Falco tinnunculus) และด้วยขนาดของเล็กของมัน ทำให้พวกเขาคิดว่า ถ้าทำเป็นเครื่องดนตรีแล้ว ทำไมไม่เลือกชิ้นใหญ่กว่านี้ล่ะ? 

“ชาว Natufians เลือกกระดูกชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้นเพราะต้องการให้เสียงเป็นแบบนี้ เพื่อเลียนแบบเสียงนกเหยี่ยว” Davin บอก “สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรู้ของพวกเขา” 


มันอาจถูกใช้เพื่อล่อให้นกเข้ามาใกล้พอจะล่าได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันจะเป็นหลักฐานแรกสุดในการใช้เสียงเพื่อล่าสัตว์ แต่บางคนคิดว่าน่าจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ เพราะเสียงที่ดูจะไม่ได้ดังมาก ทีมงานบางคนจึงเสนอว่าอาจใช้เป็นเสียงนกตอนการเต้นรำหรือพิธีเฉลิมฉลองก็เป็นไปได้

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ขลุ่ยกระดูกจิ๋วนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของชาว Natufians ทั้งเสียงและความแม่นยำทางเทคนิค อาจรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมต่อชุมชนและต่อนกเหยี่ยวด้วยเช่นกัน

ฟังเสียงขลุ่ย : https://youtu.be/UVZy8hU_9qA

เปิดตำนานสุสานเจิงโหวอี่และระฆังราว


สุสานเจิงโหวอี่และระฆังราว
ตำราประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ว่า.....ผู้ปกครองของจีนสมัยโบราณให้ความสำคัญต่อดนตรี อย่างยิ่งด้วยเห็นว่า ดนตรีที่ไพเราะเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นความเจริญ รุ่งเรืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 1978 จีนได้ขุดพบระฆังราวทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่จากสุสานแห่งหนึ่งในเมืองสุยโจวทางภาคกลางของจีน ซึ่งเป็น เรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างยิ่ง เพราะว่า เป็นหลักฐานใหม่ในการรับรู้สังคม และอารยธรรมของจีนสมัยโบราณ

สุสานแห่งนี้ยาว 21 เมตร กว้าง 16 เมตร บนโลงศพขนาดใหญ่มีแผ่นหินใหญ่ 47 แผ่น เจ้าหน้าที่ใช้ปั้นจั่นยกแผ่นหินเหล่านี้ไปแล้วพบว่า ข้างในโลงศพเต็มไปด้วยน้ำขุ่น ลึกประมาน 3 เมตร หลังจากได้สูบน้ำออกไปแล้ว พบโบราณวัตถุต่าง ๆ ในสุสานกว่า 15000 ชิ้น มีทั้งเครื่องดนตรี สังฆภัณฑ์ทองสัมฤทธิ์ อาวุธ เครื่องทอง เครื่องหยกและอื่น ๆ 
รวม 8 ประเภท ในสิ่งของเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ระฆังราวทองสัมฤทธิ์ 65 ใบ

ระฆังเหล่านี้แบ่งเป็น 8 ชุดตามเสียงสูงและเสียงต่ำ ระฆังใบใหญ่ที่สุดสูง 153.4 เซนติเมตร เล็กที่สุดสูง 20.4 เซนติเมตร ระซังชุดนี้มีน้ำหนักรวมกว่า 2500 กิโลกรัม แขวนไว้บนไม้ 3 ชั้น บนระฆังแต่ละใบต่างก็มีตัวอักษรจีนสมัยโบราณรวม ๆ แล้วมีกว่า 2800 คำ แต่ละใบต่างก็มี 2 เสียง จนถึงปัจจุบันก็ยังสามารถบรรเลง ดนตรีชนิดต่าง ๆ ได้

ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า สุสานแห่งนี้เป็นสุสานของเจิงโหวอี่ผู้ดีแคว้นเจิงสมัยจ้านกั๋วที่ เสียชีวิตประมานเมื่อปี 400 ก่อนคริศต์ศักราชหลังจากฝังศพแล้วไม่นาน น้ำบาดาลก็ซึมเข้าสุสาน เป็นเหตุให้สิ่งของต่าง ๆ ในสุสานแช่น้ำอยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ สิ่งของในสุสานจึงมิได้ประสบ ความเสียหายในช่วงกว่า 2000 ปีที่ผ่านมาและก็ไม่เคยถูกขโมยด้วย

หลังจากงานขุดสุสานแห่งนี้เสร็จลุล่วงไปแล้ว ผู้ปกครองในท้องถิ่นก็ได้สร้าง พิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเก็บโบราณวัตถุที่ขุดพบในสุสานแห่งนี้ ทั้งยังได้สร้างหอวางระฆังราวและจัดวงดนตรีแสดงดนตรีสมัยโบราณ เพื่อให้ผู้คนในปัจจุบัน
ได้ฟังดนตรีจากเครื่องดนตรี เก่าแก่โบราณของจีน.....

ผลวิจัยเผย หากฟังเพลงแล้วขนลุก แสดงว่ามีสมองที่พิเศษกว่าคนอื่น

🎤ผลวิจัยเผย หากฟังเพลงแล้วขนลุก แสดงว่ามีสมองที่พิเศษกว่าคนอื่น
เพื่อนๆ เคยเป็นกันบ้างมั้ยตอนเวลาฟังเพลงสักเพลงหนึ่งที่เรารู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาหรือดนตรีของเพลงนั้นสุดๆ จนทำให้เกิดการขนลุกขึ้นซะอย่างงั้น ซึ่งในเรื่องนี้ Matthew Sachs นักศึกษาปริญาเอกจากมหาวิทยาลัย Harvard ได้เคยศึกษาเกี่ยวกับเสียงเพลงที่ให้ความรู้สึกต่างๆ ในขณะที่ฟัง เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจจากนักศึกษา 20 คน พบว่ามี 10 คน ได้รับความรู้สึกต่างๆ ที่เพลงส่งออกมาราวกับกลายเป็นส่วนหนึ่งกับเพลงที่ฟัง ส่วนนักศึกษาที่เหลือบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลย

😂จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้ Matthew พบว่าคนที่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของเพลงจนส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายได้นั้น จะเป็นคนที่มีลักษณะสมองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ หากอ้างอิงจากผลวิจัยก็จะพบว่า ถ้าคุณมีอาการขนลุกขณะฟังเพลงแสดงว่าร่างกายจะมีเส้นประสาทสมองในบริเวณคอร์เท็กซ์ของระบบรับเสียง (Auditory Cortex) ที่เชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าคนอื่น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนสามารถฟังเพลงและสื่ออารมณ์ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำไปตีพิมพ์ใน Oxford Academic โดยทาง Neuroscience ก็ได้พูดถึงงานวิจัยของเขาเช่นกันว่า ‘ถ้าคุณมีเส้นประสาทสมองทั้งสองที่ดีกว่าคนอื่น แสดงว่าประสิทธิภาพในการประมวลผลของคุณดีกว่าคนอื่นๆ’ นอกจากนี้ความรู้สึกเหล่านี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับความทรงจำที่เชื่อมกับเพลงบางเพลงได้ด้วย

ซึ่งนั่นหมายความว่ามันไม่เป็นอะไรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตามผลวิจัยที่ว่ามานั้นก็เป็นเพียงส่วนน้อยจากทั้งหมดของ Matthew และแน่นอนว่าเขายังคงวิจัยมันต่อไป เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสมองเมื่อฟังเพลงต่างๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ ซึ่งเขาได้บอกปิดท้ายว่า ‘ความซึมเศร้านั้นถือเป็นต้นกำเนิดของความเครียดและทำให้ชีวิตไม่มีความสุข แต่เชื่อเถอะว่าคุณสามารถใช้ดนตรีบำบัดอาการดังกล่าวได้’
สุดท้ายถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ขนลุกตอนที่ฟังเพลง แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของเพลงหรือสิ่งที่เพลงต้องการจะสื่อให้คนฟังได้รับรู้ 
เชื่อเถอะว่าเพลงนั้นสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ของคนฟังได้จริงๆ ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะเข้าถึงเพลงแต่ละเพลงที่ต่างกัน ส่วนเพื่อนๆ คนไหนเคยมีอาการขนลุกตอนฟังเพลงและเป็นเพลงอะไรที่ทำให้เกิดอาการนี้ ยังไงก็มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะจ๊ะ
ที่มา : www.indy100.com

Bullroarer เครื่องดนตรีโบราณเมื่อ 17,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

🎧รู้จัก Bullroarer เครื่องดนตรีโบราณ
เมื่อ 17,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงใจแก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งมนุษย์เราก็รู้จักการสร้างเสียงเพลงจากสิ่งของต่างๆ มาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว แต่ถ้าหากถามว่าในสมัยโบราณนั้นมีเครื่องดนตรีหรือไม่นั้น เอาเป็นว่าเราขอพาเพื่อนๆ มารู้จักกับเครื่องดนตรีโบราณที่ชื่อว่า Bullroarer กันดีกว่า

😁นี่เป็นเครื่องดนตรีโบราณจากเมื่อ 17,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช Bullroarer เรียกได้อีกชื่อว่า Rhombus หรือ Turndun ซึ่งนอกจากมันจะเป็นเครื่องดนตรีแล้ว ในสมัยโบราณผู้คนยังใช้เจ้าสิ่งนี้ในการติดต่อสื่อสารกันจากระยะไกลได้ด้วย
ม้นมีลักษณะเป็นแผ่นไม้ที่ดูคล้ายกับปีกเครื่องบินและเจาะรูร้อยเชือกไว้ โดยขอบของแผ่นไม้ดังกล่าวจะมีสลักเป็นรูปฟันปลาหรือรูปทรงต่างๆ ตามเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งมีทั้งในเอเชีย แอฟริกา เอเชีย อเมริกา และออสเตรเลีย โดยขั้นตอนการใช้งานของเครื่องดนตรีโบราณนี้จะต้องทำการหมุนเชือกด้านบนก่อน 2 รอบ จากนั้นจึงจับปลายของเชือกอีกด้านหนึ่งแล้วหมุมตามแนวนอนหรือแนวดิ่งเพื่อทำให้เกิดเสียง
เสียงที่ได้จากเจ้าเครื่องดนตรีนี้จะได้เสียงแบบ Vibrato ที่มีลักษณะเฉพาะ 

โดยลักษณะของเสียงดังกล่าวยังเป็นคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งสามารถทำให้มันเดินทางได้ไกลมาก ผู้คนจึงใช้เป็นเครื่องดนตรี อุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรม และเครื่องมือสื่อสารระยะไกลเมื่อกว่า 19,000 ปีก่อน และมันยังถูกพบในวัฒนธรรมโบราณทั้งทางซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้อีกด้วย แต่โดยส่วนมากแล้วผู้คนจะรู้จักมันจากชนเผ่า Aborigines ของออสเตรเลีย
ชนเผา Aborigines ใช้มันสำหรับทำพิธีให้กับเด็กแรกเกิดและฝังศพของคนตาย โดยเชื่อกันว่า Bullroarer นั้นจะช่วยปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายออกไป นอกจากนี้เจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวยังถือว่าเป็นของหวงห้ามสำหรับชายชาว Aborigines บางคน และห้ามมิให้เด็ก ผู้หญิง หรือคนอื่นๆ เห็น Bullroarer ในระหว่างที่พวกเขากำลังทำพิธีกรรม ซึ่งถ้าหากว่าระหว่างนั้นมีใครที่ไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามาพวกเขาอาจจะถูกทำโทษจนถึงตายได้เลย
สำหรับชนเผา Aborigines เสียงของ Bullroarer ที่สร้างจากต้นไม้ที่เชื่อว่ามีวิญญาณของเทพสิงสถิตอยู่นั้นเปรียบเสมือนเสียงของเทพ Daramulan ส่วนในสมัยกรีกโบราณ Bullroarer นั้นยังรู้จักกันในชื่อของ Rhombos มันถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของเทพ Cybele นอกจากนี้ในอังกฤษและไอซ์แลนด์ เครื่องดนตรีโบราณชิ้นนี้ยังถูกนำไปใช้ในการสร้างเสียงเพลงในงานสังสรรค์อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ในปี 1992 นักโบราณคดีได้พบ Bullroarer ขนาดยาว 6.4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นวัตถุโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 5000 ปี ส่วนชนเผ่า Dogon ในประเทศมาลีจากแถบแอฟริกาตะวันตกนั้นก็ถือว่าเสียงของเจ้าเครื่องดนตรีชิ้นนี้เปรียบเสมือนเสียงของบรรพบุรุษของพวกเขาด้วย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีอเนกประสงค์ที่สามารถนำมาใช้งานด้านอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ

ดื่มเหล้าและดนตรี วิถีมนุษย์โบราณกว่า 9,000 ปีบนซีกโลกตะวันออก


ดื่มเหล้าเคล้าดนตรี วิถีมนุษย์โบราณกว่า 9,000 ปีบนซีกโลกตะวันออก

…..คนปัจจุบันอาจติดภาพมนุษย์ยุคหินเป็นคนป่าไร้อารยะไม่ซับซ้อน แต่ข้อมูลหลักฐานเหล่านี้อาจจะทำให้เรามีมุมมองใหม่เกี่ยวกับมนุษย์ยุคหินก็เป็นได้

…..สุนทรียภาพทางดนตรีของมนุษย์ก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อใดยังไม่มีใครรู้ อาจเป็นสัญชาติญาณของบรรพบุรุษที่หยิบฉวยเอาสุ้มเสียงต่างๆจากธรรมชาติมาร้อยเรียงกันเพื่อสร้างความบันเทิงหรือเซ่นสรวงบูชาภูตผี-เทพเจ้า เครื่องดนตรีเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งซึ่งมนุษย์ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาขั้นสูง และปรากฏอยู่ควบคู่ไปพร้อมๆกับพัฒนาการความเจริญทางวัฒนธรรมมนุษย์ตั้งแต่ช่วงเวลาแรกเริ่ม เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้ อาจเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้เราเข้าใกล้กับคำตอบของคำถามที่ว่าสุนทรียภาพทางดนตรีของมนุษย์ในอดีตนั้นเป็นอย่างไรได้มากยิ่งขึ้น

การค้นพบเครื่องดนตรีโบราณประเภทเครื่องเป่า “ขลุ่ย” ร่วมกับศพผู้ตายในหลุม วัฒนธรรมเจี่ยหูของจีน

…..ช่วงปลายปีที่แล้ว (2 พฤศจิกายน 2556) มีข่าวการขุดค้นพบ “ขลุ่ยโบราณ” 3 เลา ทำจากกระดูกของนกกระเรียนมงกุฎแดง (red-crowned crane) ในหลุมฝังศพของมนุษย์สมัยหินใหม่ (Neolithic) ภายในแหล่งโบราณคดีเจี่ยหู (Jiahu) มณฑลเหอหนาน (Henan) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ซึ่งนักโบราณคดีจีนได้กำหนดอายุเปรียบเทียบ (Relative Age) กับขลุ่ยโบราณที่ขุดค้นพบก่อนหน้านี้(ในเดือนตุลาคม)จากแหล่งโบราณคดีเดียวกันพบว่าเป็นวัตถุเนื่องในวัฒนธรรมของมนุษย์สมัยหินใหม่อายุกว่า 9,000 ปีมาแล้ว
ขลุ่ยกระดูกที่เคยพบมาก่อนหน้านี้

…..ขลุ่ยโบราณที่พบนี้ เป็นเครื่องดนตรีที่มีระบบเสียงในตัวเอง (Heptatonic) ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาบนโลก ขลุ่ยที่ขุดพบมีสเกล 5 รู และ 7 รู ขลุ่ยชิ้นสมบูรณ์ที่สุดมีความยาว 20 ซม.โดยประมาณมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 ซม. บางชิ้นยังสามารถเล่นได้ !!! ซึ่งการปรากฏของขลุ่ยโบราณเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เมื่อ 9,000 ปีที่แล้วมีภูมิปัญญาในการประดิษฐ์เครื่องดนตรีและมีระบบเสียงเกิดขึ้นแล้ว (ก่อนหน้านั้นมนุษย์อาจรู้จักเล่นดนตรีในลักษณะของการเคาะหรือตี แต่ยังไม่พบหลักฐานการมีเครื่องดนตรีที่มีระบบเสียงเช่นขลุ่ยมาก่อน) ในขณะที่ “แคน” เครื่องดนตรีโบราณยุคแรกเริ่มอารยธรรมกว่า 3,000 ปีที่มีระบบเสียงในตัวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เราก็เป็นเครื่องเป่าเช่นเดียวกัน จนน่าคิดว่าหรือเครื่องดนตรีประเภทเป่าจะเป็นเครื่องมือประเภทแรกที่มีระบบเสียงในตัวเองก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นเครื่องตี ดีดและสี 

หลายคนเป่าแคนบนกลองมโหระทึก แสดงให้เห็นภาพแคนที่มีหลายปล้องกำเนิดเสียง

…..นักโบราณคดีตีความหลักฐานที่พบว่าหน้าที่โดยตรงของขลุ่ย คือสร้างเสียงดนตรี การพบร่วมในหลุมฝังศพเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นของอุทิศให้กับผู้ตายด้วย ความสำคัญของขลุ่ยอาจเป็นได้ทั้งเครื่องดนตรีใช้เล่นเพื่อความบันเทิงในชีวิตประจำวันหรือใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ อย่างไรก็ดี ข้อมูลหนึ่งที่เราได้จากการค้นพบนี้ก็คือ มนุษย์ในวัฒนธรรมเจี่ยหูเมื่อกว่า 9,000 ปีที่แล้ว รู้จักระบบเสียงและมีภูมิปัญญาในการผลิตเครื่องดนตรีประเภทเป่าไว้ใช้งานเป็นอย่างน้อย 
(สันนิษฐานว่าน่าจะมีภูมิปัญญาในการประดิษฐ์เครื่องตีหรือเคาะจังหวะไว้เป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว)

หลุมขุดค้นภายในแหล่งโบราณคดีเจี่ยหู มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน

…..สำหรับแหล่งโบราณคดีเจี่ยหู ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีมาแล้วทั้งสิ้น 8 ครั้งในรอบ 30ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานทางโบราณคดีในแต่ละครั้งเป็นเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์ที่ค่อยๆเผยให้เห็นถึงภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ยุคหินใหม่เมื่อ 9,000 ปีก่อน ซึ่งผลการค้นพบครั้งล่าสุดที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ก็คือข้อมูลที่บ่งชี้ว่ามนุษย์เรารู้จักเล่นดนตรีมาไม่น้อยกว่า 9,000 ปีมาแล้ว

“ในขณะที่ทางตะวันออกกลางวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสได้เติบโตและพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นอู่อารยธรรมแรกเริ่มของมนุษย์ ในเอเชียตะวันออกก็มีวัฒนธรรมเจี่ยหูที่มีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมไล่เลี่ยกันอยู่ในเวลาเดียวกัน” ศาสตราจารย์จางจูสง (Professor Zhangjuzhong) ผู้ควบคุมการขุดค้นกล่าว

…..ไม่เพียงแต่หลักฐานด้านดนตรี มนุษย์โบราณที่แหล่งโบราณคดีเจี่ยหูแห่งนี้ยังมีความสามารถในการ “หมักเครื่องดื่ม” สูตรเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย (the world’s earliest liquor)
ภาชนะดินเผาที่พบจากแหล่งโบราณคดีเจี่ยหู

…..นักโบราณคดีรู้ได้จากการขุดพบภาชนะดินเผาประเภทไหที่กำหนดอายุได้ในช่วงหินใหม่ตอนต้น (Early Neolithic jars, Patrick McGovern 2005) เมื่อได้ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ภายในภาชนะพบว่ามีร่องรอยสารประกอบของน้ำหมักประเภทหนึ่งมีฤทธิ์มึนเมาทำมาจากน้ำผึ้ง ข้าว และองุ่นป่า (Patrick McGovern 2005) แทรกอยู่ในรูพรุนของเนื้อภาชนะ

สารประกอบที่พบในไหโบราณชิ้นนี้ คือร่องรอยหลักฐานของ “เบียร์” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก(เท่าที่เคยพบมา) กำหนดอายุได้ ca. 7000-6600 B.C. หรือประมาณ 9,000 ปีมาแล้ว

…..ใครจะไปรู้ว่ามนุษย์เรารู้จักหมักเบียร์ไว้ดื่มกินมาตั้งแต่ 9,000 ปีที่แล้ว ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือปัจจุบันมีคนพยายามนำรสชาติของมันกลับ
มาอีกซะด้วย ผลิตภัณฑ์ชาโต้เจี่ยหู เบียร์โบราณ 9,000 ปี

…..Chateau Jiahu เบียร์หมักที่ใช้วัตถุดิบพื้นฐานตามข้อมูลจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีเจี่ยหู ผลผลิตจากงานโบราณคดีว่าด้วยรสชาติของอดีตที่น่าสนใจสุดๆ

…..ในประเด็นบริบทของหลักฐาน ไหใส่เบียร์นี้พบอยู่ในหลุมศพของผู้ตายซึ่งเป็นของอุทิศเช่นเดียวกับขลุ่ยกระดูก นี่อาจสะท้อนภาพของมนุษย์โบราณที่มากกว่าการล่าสัตว์หาของป่าเพื่อดำรงชีพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสุนทรียภาพในการดำรงชีวิตอื่นๆ เช่นดนตรี พิธีกรรม และภูมิปัญญาในการแสวงหาความสุขให้กับชีวิตและจิตใจด้วย
“ผู้คนในวัฒนธรรมเจี่ยหู ไม่ได้มีแค่นักล่า ชาวประมงหรือช่างฝีมือเท่านั้น แต่ยังมีศิลปินนักดนตรีรวมอยู่ด้วย” ศาสตราจารย์จางจูสง (Professor Zhangjuzhong) จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติจีนกล่าว

…..ปัจจุบันแหล่งโบราณคดีเจี่ยหู เป็นที่รู้จักกันในฐานะที่เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยหินใหม่ของจีน เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในอดีตเมื่อกว่า 9,000 ปีที่แล้ว เราได้ทราบว่ามนุษย์โบราณในพื้นที่แห่งนี้ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์แบบสังคมดั้งเดิม(primitive) แต่ก็รู้จักที่จะสร้างสรรค์เครื่องดนตรีและมีภูมิปัญญาในการ “หมักเบียร์” จนน่าคิดว่าในเวลาว่างจากกิจกรรมอื่นๆ การดื่มเหล้าเคล้าดนตรีไปพลางๆอาจเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตของพวกเขาก็เป็นได้ ที่สำคัญมนุษย์โบราณเหล่านี้รู้จักที่จะดื่มและเล่นดนตรีเป็นก่อนที่จะมาเขียนหนังสือกันเสียอีก ช่างเป็นวิสัยของศิลปินกันเสียจริงๆ

ปริศนาในอดีต มรณกรรมลึกลับของโมสาร์ท


ปริศนาในอดีต : มรณกรรมลึกลับของโมสาร์ท
Wolfgang amadeus mozart

ยอดนักดนตรีเอกของโลก(ค.ศ. 1756- 1791)
ประวัติของเขามีอะไรๆน่าสนใจมากมายโดยเฉพาะมรณกรรมที่ทำให้เขาจากไปด้วยวัยเพียง 35 นั้นยังเป็นปัญหาลึกลับที่เถียงกันไม่จบมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ว่ามีสาเหตุอะไรกันแน่ 

ระหว่างการป่วยด้วยโรคร้าย หรือ ถูกฆาตกรรม
ประวัติ ส่วนใหญ่ของโมสาร์ทจะกล่าวว่า โมสาร์เสียชีวิตด้วยโรคต่างๆเช่น ซิฟิลิส ไข้อีดำอีแดง โรคนิ่วในไต ปอดบวมโรคไขไข้ข้ออับเสบ ไปจนกระทั่งการพยาธิเนื่องจากกินหมูที่ไม่สุก

แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้มรณกรรมของโมสาร์ทกลายเป็นเรื่องลึกลับก็เพราะว่า มีคนสงสัยกันมากว่า เขาอาจไม่ได้เสียชีวิตเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่อาจเสียชีวิตจากการฆาตกรรมโดยการวางยาพิษ

ย้อนกลับไป วันที่ 20 พ.ย.1791
จู่ๆ โมสาร์ทก็ล้มป่วยอย่างกระทันหัน มีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดศรีษะ เหงื่อแตก บวมและปวดที่มือทั้งขาและแขนทั้ง 2 ข้าง

ด้อกเตอร์คล้อสเส็ท แพทย์ผู้ดูแลอาการ ได้ทำการกรีดเส้นเลือดใหญ่ที่แขนเพื่อให้เลือดไหลออกมามากๆ
โดยเชื่อว่าจะทำให้เชื้อออกไปจากร่างกายผู้ป่วย ซึ่งการรักษาแบบวิธีนี้นอกจากจะไม่ทำให้อาการของโมสาร์ทดีขึ้นแล้ว พอทำหลายครั้งเข้าเขาก้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ รวมทั้งอาการก็ทรุดหนักลงไปทุกที

พอถึงวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่14นับจากวันที่เริ่มล้มป่วยอาการของโมสาร์ทก้เริ่มเลวร้าย
จนถึงขั้นตัวบวมทั้งตัวจนถึงขั้นขยับไม่ได้ ร่วมกับอาการอาเจียนโดยมีผื่นขึ้นตามร่างกาย และที่แย่ก้คือมีกลิ่นเหม็นออกมาทางปากและลมหายใจ และอาเจียนเป็นสีดำ

บ่งบอกว่าอวัยวะภายในของเขาเริ่มเน่าในที่สุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม
15วันหลังจากล้มป่วย นักดนตรีอัจฉริยะผู้นี้ก้เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 35ปี โดยที่ศพของเขาทั้งบวมและเน่าอย่างรุนแรงจนกระทั่งการชันสูตรมิอาจทำได้
การเสียชีวิตของMozart ได้รับการอธิบายจากทางการในสมัยนั้นว่าเกิดจากโรคมิเลียลี่ (Milialy fever) ในขณะเดียวกันก็มีข่าวลือหนาหูว่าโมสาร์ทถูกฆาตกรรมโดยการวางยาพิษเพราะมีคนสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆ โมสาร์ทจึงเกิดล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างกระทันหัน อีกทั้งการเสียชีวิตของเขาก็ดูไม่ค่อยเหมือนการเจ็บป่วยแบบธรรมดาๆ แต่เหมือนกับถูกวางยาพิษมากกว่า

นอกจากนี้
คำพูดของโมสาร์ทที่ได้เคยกล่าวไว้ก่อนเสียชีวิตว่า
มีคนวางยาพิษเขา ก็มีส่วนทำให้ข่าวนี้ดูมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นCarl บุตรชายของ Mozart ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้คนเชื่อข่าวนี้
ด้วยการกล่าวคำยืนยันว่าศพบิดาของเขานั้นไม่แข็งทื่อเหมือนศพธรรมดาทั่วๆไป แต่กลับอ่อนนุ่มนิ่มและยืดยุ่นคล้ายกับ

กรณีของ โป๊ปแกนกาเนลลิ และคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตจากสารพิษที่ทำจากพืช
ถ้าโมสาร์ทถูกฆาตกรรมแล้วใครล่ะคือฆาตกรรมและเขาทำไปเพื่ออะไรถ้าจะว่าไปแล้วสาเหตุที่ทำให้โมสาร์ทถูกฆ่านั้นมีอยู่มากมาย

เนื่องจาก
เขามีลูกถึง 6 คนทำให้ต้องกู้หนี้ยืนสินไปทั่ว ทั้งยังสร้างศัตรูในราชสำนักที่เขาอยู่ นอกจากนั้นยังมีนิสัยเจ้าชู้ และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา รวมทั้งยังเป็นสมาชิกของสมาคมลับ(freemason)
ผู้เข้าค่ายที่เป็นฆาตกรจึงมีหลายรายได้แก่
1.เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่งของโมสาร์ท
2.สมาคมลับที่โมสาร์ทเข้าเป็นสมาชิกในปี ค.ศ.1784 มีข่าวลือว่าโมสาร์ทถูกฆาตกรรมเนื่องจากไปเปิดเผิยความลับของสมาคมในอุปรากรเรื่องหนึ่งที่เขาแต่งขึ้น
3.Franz Hofdamel สามีของ Magdalena Hofdemel หญิงสาวที่โมสาร์ทไปมีความสัมพันธ์ด้วย
4.Antonio salieri

ในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซาลีรีเป็นบุคคลที่มีเหตุจูงใจ ให้คนเชื่อมากที่สุดว่าน่าจะเป็นคนที่ฆ่าโมสาร์ท เนื่องจากเขาทำงานในวงดนตรีของจักรพรรดิ์โจเซฟที่ 2 แห่งออสเตรีย โดยมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าวงดนตรี
และที่สำคัญ คอนแสตนท์ ภรรยาของโมสาร์ทได้กล่าวหาว่าวางยาพิษสามีของเธอ เนื่องจากเขาอิจฉาในความเก่งกาจของโมสาร์ทถึงแม่ว่าจะเป้นแค่คำพูดลอยๆ ที่ปราศจาหลักบานสนับสนุนแต่มันก็มีมูลเหตุอยู่บ้างซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิสธอย่างแข็งขันว่าไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของเขาและโมสาร์ทยังเป็นไปยังมีอัธยาศัยไมตรีอย่างไรก็ดีในช่วงบั้นปลายของชีวิตซาลิรี เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการทางประสาท ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นประจำ

และในช่วงนี้เองเวลาที่โรคประสาทกำเริบ ไม่ว่าจะเป็นเพราะผลจากคำกล่าวหาของคอนแสตนท์ หรือ บางอย่างที่ซ่อนเนอยู่ในจิตใจที่ยังตามหลอกหลอนเขาอยู่ก็ตาม ทำให้ซาลิรีกล่าวยอมรับว่าเป็นผู้ฆาตกรรมโมสาร์ท ครั้นพอเวลาสภาพจิตใจกลับสู่สภาวะปกติก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ฆาตกรรมโมสาร์ท

จนกระทั่ง อเล็กซานเดอร์ พุชกิ้น นำไปแต่งเป็นบทละครเรื่องสั้นเรื่อง"โมสาร์ทและซาริลี
ต่อมา ปีเตอร์ ชาฟเฟอร์ นำเอาเค้าโครงไปสร้างเป็นละครเรื่องอมาดิอุส(beloved of god )
จากละครได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ยิ่งใหญ้ของ ฮอลลีวู้ดชื่อ Amadeus เช่นเดียวกับละคร ซึ่งสามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 8 รางวัลในปี ค.ศ.1984
นอกจากนี้ยังไม่มีซากหรือโครงกระดูกของเขาหลงเหลือไว้ให้ตรวจสอบเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าศพของโมสาร์ทนั้นได้ฝังโดยไม่มีเครื่องหมายใดๆ แสดง(วันนั้นหิมะตกหนักมาก จนต้องรีบฝังศพโดยไม่ได้ทำเครื่องหมายใดๆ) 

มิหนำซ้ำในปี ค.ศ.1801
ได้มีการรื้อสุสานเซนต์มาร์กซ์ เพื่อนำพื้นที่กลับมาใช้ใหม่ ทำให้ศพของคนจนๆ หรืออนาถาต้องถูกบดให้แตกแล้วนำไปฝังที่อื่นหรือทำลายทิ้งไป และกระดูกของโมสาร์ทก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
สำหรับบทสรุปที่น่าจะดูดีที่สุดน่าจะมาจากความเห็นของดร.อลัน แม็คลีออด ผู้ได้ตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่แล้วกล่าวว่าโมซาร์เสียชีวิตเนื่องจากการรักษาแบบผิดๆ โดยการกรีดเส้นเลือดใหญ่ๆ เท่านั้นเอง


ประวัติชีวิต Agnes Chan


ชื่อเกิดเฉิน เหม่ยหลิง
เกิด20 สิงหาคม ค.ศ. 1955 (60 ปี)
เกิดที่ ฮ่องกง
คู่สมรสสึโตะมุ คะเนะโกะ (1986-ปัจจุบัน)
อาชีพนักร้อง นักแสดง
ปีที่แสดง1971-ปัจจุบัน
เครื่องดนตรีกีตาร์
แนวเพลงป็อป
แอกเนส ชาน (Chan Mei ling, 陈美龄, Chén Měilíng, アグネス・チャン) นักร้องและนักกีตาร์ชาวฮ่องกง มีชื่อเสียงในช่วงทศวรรษ 1970 โดยการร้องเพลงและเล่นกีตาร์สไตล์โฟล์ก โดยเฉพาะเพลงของโจนี มิตเชล และมีชื่อเสียงโด่งทั้งในฮ่องกง ญี่ปุ่น และหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย


แอกเนส ชาน สมรสกับผู้จัดการส่วนตัวชาวญี่ปุ่น และเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจนจบปริญญาเอกด้านการศึกษา ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น  และได้รับเลือกเป็นทูตขององค์การยูนิเซฟ
แอกเนส ชานในวัยเด็ก เธอเป็นเด็กเรียนที่ชอบทำกิจกรรมตอนเกรด 11 ผลการเรียนอยู่ระดับดีเยี่ยมและเนื่องจากเป็นโรงเรียนคริสต์ เธอก็เข้าร่วม และเป็นผู้นำ Young Christians Student (YCS)  บำเพ็ญประโยชน์และเยี่ยม เด็กกำพร้า คนชรา คนเจ็บป่วยในโรงพยาบาลศึกษาแล้วจึงทำให้เธออยู่ใน YCS เพียง 4 ปีแต่เธอก็มีใจกุศล ช่วยเหลือสังคมตลอดมา จนถึงปัจจุบัน จุดยืน ไม่เคยเปลี่ยน
เพราะนอกจากเธอเป็นนักร้องคลอรัสของโรงเรียนแล้วเธอยังรู้สึกประทับใจในตัวและ
เสียงร้องเพลงของ ซิสเตอร์ โรแซลลี่ ชาวอเมริกัน ที่มาสอนที่โรงเรียนเมื่อเธออยู่เกรด 8เธอขอตามซิสเตอร์ไปในสโมสรที่มักจะไปร้องเพลง และขอเข้าร่วมร้องเพลงด้วย และเริ่มมีประสบการณ์ร้องเพลงต่างๆในที่นี้


ในช่วงคริสมาสต์ เธอได้รับกีร์ต้า เป็นของขวัญ 
และเริ่มฝึกหัดจริงๆจังๆและเริ่มออกแสดงในงานต่างๆเมิ่อเธออายุ15ปีความโดดเด่นของเธอ
เริ่มไปแตะตาผู้จัดรายการทีวีและได้ออกรายการทีวี โชว์เสียง ในฐานะน้องสาวของ ไอรีน
ซึ่งเริ่มมีชื่อเสียงในการแสดง ขณะนั้น
หลังจากนั้น ผลการโชว์ ของเธอเป็นที่สนใจ ของผู้จัดและผู้ชม ประจวบกับมีบริษัทเพลง กำลังคิดทำอัลบั้มเพลงโฟล์ก ต้องการนักร้องทั้งหมด 12 คน ขาด 1 คน
John Chen ที่เป็นคนเล่นกีร์ต้า ในอัลบั้มชุดนี้ เคยเห็นเธอในโฟล์กซองคลับที่เธอเล่น
ประจำอยู่ จึงแนะนำให้เธอเข้าร่วมใน อัลบั้ม ดังกล่าวเธอเลือกร้องเพลง"Circle Game" 
ของ Joni Mitchell's  และได้รับการคัดเลือก

ครอบครัวของเธอโดยเฉพาะ พ่อ คัดค้าน การเป็นนักร้องอาชีพ ของลูกสาวเสียงแข็ง
ด้วยมีความคิดว่าเป็นอาชีพ เต้นกิน รำกิน ไม่มีเกียรติ และอยากให้เธอเรียนหนังสือ และจบมาทำงานที่มั่นคงจะดีกว่า..ทางโปรดิวเซอร์ ต้องสัญญาว่า จะไม่จัดตารางกระทบการเรียนของเธอ
และน่ายินดี ที่ระหว่างนี้ ผลการเรียน เธอดีเยี่ยม จนทางบ้านไม่กล้าขัดแย้งอะไรอีก
และในเดือน ม.ค. 1971 นั่นเอง ซิงเกิ้ล "Circle Game" ก็ถูกปล่อยออกมา และแจ้งเกิด นักร้องสาวน้อย ผู้มีนามว่า แอกเนส ชาน ให้คนได้รู้จัก เพราะเพลงของเธอ ฮิต ติดลมเสียแล้ว




เสียงเพลงของเธอร้องเพลงเอาไว้

ประวัติ...piano


เปียโน เป็นเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ที่สร้างเสียงเมื่อคีย์ถูกกดและกลไกภายในเครื่องตีสาย คำว่าเปียโนเป็นตัวย่อของคำว่า ปีอาโนฟอเต (pianoforte) - (ออกเสียงว่า ปี-อ๊า-โน่-ฟอ-เต้) ซึ่งเป็นคำภาษาอิตาลีที่แปลว่า "เบาดัง" มาจากความสามารถของเปียโนที่จะปรับความดังเบาตามแรงที่กดคีย์ในฐานะเครื่องสาย เปียโนมีความคล้ายคลึงกับคลาวิคอร์ด (clavichord) และฮาร์ปซิคอร์ด (harpsichord) จะแตกต่างกันเพียงวิธีการสร้างเสียง สายฮาร์พซิคอร์ดจะถูกดีดหรือเกาโดยขนนก ส่วนสายของคลาวิคอร์ดจะถูกเคาะด้วยกลไกที่จะยังคงสัมผัสกับสายอยู่ตลอดเวลาหลังการเคาะ เพื่อบังคับความถี่ของการสั่น ส่วนสายเปียโนถูกเคาะด้วยลิ่มที่สะท้อนกลับในทันที เพื่อให้เกิดการสั่นของสายอย่างเป็นอิสระ เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่ำสำคัญในดนตรีคลาสสิกตะวันตก ดนตรีแจ๊ซ ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และดนตรีอีกหลายรูปแบบ เปียโนยังเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง.
เปียโนถูกคิดค้นขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยบาร์โทโลเมโอ คริสโตโฟรี รายละเอียดเวลาที่คริสโตโฟรีประดิษฐ์เปียโนเครื่องแรกนั้นไม่ชัดเจน แต่จากบันทึกของครอบครัวเมดิชิ ผู้ที่ว่าจ้างคริสโตโฟรี ปรากฏว่ามีเปียโนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 คริสโตโฟรีสร้างเปียโนอีก 20 เครื่องก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1731 และเปียโน 3 ตัวของเขาที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันย้อนมาจากช่วงปี ค.ศ. 1720เปียโน เหมือนการพัฒนาทางเทคโนโลยีอื่นๆ มีรากฐานมาจากพัฒนาการของฮาร์ปซิคอร์ด ตลอดหลายศตวรรษ ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการผลิตแผ่นขยายเสียง โครง และ คีย์บอร์ด คริสโตโฟรีเองก็เป็นผู้ผลิตฮาร์พซิคอร์ด

ความสำเร็จใหม่ที่สำคัญของคริสโตโฟรีคือการให้ค้อนตีสายเปียโนโดยไม่ค้างอยู่กับสาย (เพื่อให้เสียงที่ชัด). นอกจากนั้น ตัวค้อนยังจำเป็นที่จะต้องกลับสู่ตำแหน่งเดิมโดยไม่ดีดหรือเด้งอย่างรุนแรง และที่สำคัญ เปียโนยังจำเป็นที่จะเล่นโนต์ที่รัวได้ เปียโนตัวแรกๆ ของคริสโตโฟรีทำขึ้นมาด้วยสายที่บางกว่าเปียโนปัจจุบัน ทำให้เสียงนั้นเบากว่าเปียโนปัจจุบันมาก. แต่เมื่อเทียบกับคลาวิคอร์ด (เครื่องดนตรีเพียงชนิดเดียวในยุคนั้นที่สามารถควบคุมความเบาหรือดัง) เปียโนมีความดังมากกว่า

เครื่องดนตรีใหม่นี้ไม่ได้รับความสนใจมากนักจนนักเขียนชาวอิตาลีนามว่าสกีปีโอเน มาเฟอี (Scipione Maffei) ได้เขียนและตีพิมพ์บทความ (ค.ศ. 1711) ที่พูดอย่างน่าตื่นตาตื่นใจถึงข้อดีของเปียโน. มาเฟอีได้รวมแบบของเปียโนไว้ในบทความ และกระตุ้นให้ผู้ผลิตอื่นๆ
เริ่มที่จะสร้างเปียโนตามแบบของคริสโตโฟรีหนึ่งในผู้ผลิตนี้คือกอตต์เฟรด ซิลเบอร์แมน (Gottfried Silbermann) ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตออร์แกน. เปียโนของซิลเบอร์แมนแทบจะเป็นการเลียนแบบของคริสโตโฟรี ยกเว้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือคันเหยียบที่ยกแดมเปอร (์Damper Pedal) ออกจากทุกสายในเวลาเดียวกัน. หลังจากนั้น เปียโนส่วนมากก็นำสิ่งประดิษฐ์ของซิลเบอร์แมนมาใช้.
ซิลเบอร์แมนได้นำเปียโนของเขาไปแสดงให้โยฮัน เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) ในช่วงปี ค.ศ. 1730 แต่บาคก็แสดงความไม่ชอบใจที่โน้ตสูงของเปียโนยังคงเบาและไม่สามารถให้ความไพเราะอย่างเต็มที่. ซิลเบอร์แมนจึงได้พัฒนาเปียโนเพิ่มขึ้นอีก จนบาคให้ความเห็นด้วยกับเปียโนของซิบเบอร์แมนราวปี ค.ศ. 1747

การผลิตเปียโนเข้าสู่ยุครุ่งเรืองในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะในหมู่ผู้ผลิตเปียโนแห่งกรุงเวียนนา ซึ่งรวมถึงโยฮัน แอนเดรียส สไตน (Johann Andreas Stein) และแนนเนต์ สไตน (Nannette Stein) ลูกสาวของโยฮัน แอนเดรียส. เปียโนเวียนนานั้นมีโครงไม้ สายสองเส้นต่อโน้ต และค้อนหนัง. นักประพันธ์ชื่อดังอย่างโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) เองก็ได้ประพันธ์เพลงเพื่อเล่นบนเปียโนชนิดนี้. เปียโนในยุคของโมซาร์ทนั้นมีเสียงที่ใสกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีพลังเสียงน้อยกว่าเปียโนในปัจจุบันในปัจจุบัน คำว่าฟอร์เตเปียโน (fortepiano) ใช้แยกแยะระหว่างเปียโนยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเปียโนในปัจจุบัน


ประเภทเปียโน เปียโนในปัจจุบันมีรูปแบบสองรูปแบบ คือเปียโนตั้งตรงและแกรนด์เปียโน
แกรนด์เปียโน (Grand) เป็นเปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวนอน โดยที่สายเสียงนั้นจะถูกขึงออกจากคีย์บอร์ด ซึ่งทำให้มีเสียงและลักษณะที่ต่างออกไปจากเปียโนตั้งตรงแต่จะใช้ที่ทางมาก ทั้งยังจำเป็นต้องหาห้องที่มีการสะท้อนเสียงที่พอเหมาะสำหรับคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด ในบรรดาแกรนด์เปียโนเองยังมีหลายขนาดและประเภท ซึ่งอาจจะแตกต่างกันตามผู้ผลิตหรือรุ่น แต่ก็ยังสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ เช่น คอนเสิร์ตแกรนด์ ที่มีขนาดประมาณ 3 เมตร แกรนด์ ที่มีขนาดประมาณ 1.8 เมตร หรือ เบบี้แกรนด์ ที่มักจะสั้นกว่าความกว้าง. เปียโนที่มีความยาวจะสร้างเสียงที่ดีกว่าและเพี้ยนน้อยกว่าเปียโนเครื่องอื่น ๆ แกรนด์เปียโนใหญ่จึงเป็นที่นิยมใช้ในคอนเสิร์ตอัพไรท์เปียโน (Upright) เป็นเปียโนที่มีสายและโครงวางในแนวตั้ง และขึงสายเปียตั้งแต่ด้านล่างจนถึงด้านบนของเปียโน แต่เปียโนประเภทนี้ไม่สามารถควบคุมการสร้างเสียงได้นุ่มนวลเท่าแกรนด์เปียโน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีเปียโนตั้งตรงได้พัฒนาคุณภาพเสียงมากขึ้น โดยการปรับปรุงโครงสร้างภายในให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นโดยใช้พื้นที่ในการตั้งวางน้อยกว่าแกรนด์ แต่ให้เสียงที่ใกล้เคียงมากขึ้นในปี ค.ศ. 1863 เฮนรี ฟอร์โนว์ (Henry Fourneaux) ประดิษฐ์เปียโนที่สามารถเล่นตัวเองได้ (player piano) โดยใช้ม้วนเหล็กที่เดินเครื่องกลในตัวเปียโน

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เริ่มมีการผลิตเปียโนดิจิตัลขึ้นใช้ โดยเลียนแบบเสียงของเปียโน เปียโนประเภทนี้เริ่มที่จะมีความซับซ้อนและการทำงานที่มากขึ้น โดยสามารถเลียนแบบชิ้นส่วนของเปียโนจริง เช่น น้ำหนักคีย์บอร์ด คันเหยียบ และเสียงเครื่องดนตรีอื่น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะทดแทนเปียโนเครื่องจริง


คีย์บอร์ด เปียโนสมัยใหม่เกือบทุกตัวจะมี 88 คีย์ (มากกว่า 7 Octave เล็กน้อย เรียงลำดับตั้งแต่ A0 ถึง C8) เปียโนรุ่นเก่าหลายตัวมีเพียง 85 คีย์ (ตั้งแต่ A0 ถึง A7) ผู้ผลิตบางรายก็อาจจะเพิ่มปริมาณคีย์ให้มากกว่านั้น โดยบ้างก็เพิ่มเพียงฝั่งเดียวก็เพิ่มทั้งสองฝั่ง ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือเปียโนBösendorfer ซึ่งบางตัวเพิ่มคีย์เสียงต่ำลงไปกว่าปกติจนถึง F0 บางทีต่ำลงไปจนถึง C0 เลยก็มี ทำให้มีครบ 8 octave บางรุ่นอาจจะซ่อนคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมานี้ไว้ใต้ฝาปิดเล็กๆ ซึ่งสามารถปิดคีย์เอาไว้ได้เพื่อป้องกันไม่ให้นักเปียโนที่คุ้นกับเปียโนปกติเห็นแล้วเกิดความสับสนกับคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมา บางตัวก็อาจจะสลับสีคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านี้ (สลับดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ) ด้วยเหตุผลเดียวกันนั่นเอง คีย์ที่เพิ่มขึ้นมานั้นโดยมากแล้วก็มีไว้เพื่อสร้างเสียงสะท้อน (resonance) ได้มากขึ้น ซึ่งก็คือมันจะสั่นไปพร้อมกับสายเปียโนเส้นอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่เหยียบคันเหยียบ ซึ่งก็จะให้เสียงได้เต็มกว่า มีเพลงที่แต่งขึ้นมาสำหรับเปียโนไม่กี่เพลงนักที่จะใช้คีย์พิเศษเหล่านี้ ไม่นานมานี้ บริษัท Stuart and Sons ได้ผลิตเปียโนที่มีคีย์มากกว่าปกติออกมาเช่นกัน เปียโนของบริษัทนี้จะเพิ่มคีย์เสียงแหลมขึ้นไปจนถึง 8 octave เต็ม ซึ่งคีย์พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาก็ดูเหมือนคีย์ปกติทุกประการ

สำหรับการจัดเรียงคีย์บนเปียโน ให้ดูในหมวด Musical keyboard การจัดเรียงเช่นนี้ได้แบบมาจาก harpsichord โดยไม่ผิดเพี้ยน เว้นแต่สีของลิ่มคีย์ (สีขาวสำหรับเสียงปกติ และสีดำสำหรับชาร์ป sharps) ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับเปียโนในตอนปลายศตวรรษที่ 18คันเหยียบ (Pedal) ของ Upright Pianoเปียโนมีการใช้คันเหยียบหรืออุปกรณ์ที่มีลักษณะใกล้มาตั้งแต่ยุคต้นๆ (ในคริสต์ศตวรรษที่ 18เปียโนบางตัวใช้แท่นแทนคันเหยียบ โดยให้ผู้เล่นใช้เข่าดันขึ้น คันเหยียบสามประเภทซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานในเปียโนปัจจุบัน ได้แก่...


คันเหยียบ damper pedal (บ้างก็เรียก sustain pedal หรือ loud pedal) มักจะถูกเรียกว่า "the pedal" เฉยๆเพราะว่าเป็นคันเหยียบที่ถูกใช้งานมากที่สุด ซึ่งเป็นคันเหยียบที่อยู่ทางขวาสุด คันเหยียบที่พบเห็นโดยมากที่ติดอยู่กับเปียโนนั้นโดยส่วนมากจะมีอยู่ 3 อัน ในเปียโนบางตัวจะมี 2 อัน โดยจะเทียบได้เท่ากับ อันซ้ายสุดและอันขวาสุดของเปียโนที่มี 3 อัน ซึ่งจะช่วยให้การเล่นเปียโนนั้นมี dynamic ต่าง ๆ กันได้แก่

คันเหยียบอันซ้ายสุด มีไว้เพื่อลดความดังของเปียโน ในแกรนด์เปียโน เมื่อเราเหยียบคันเหยียบอันนี้แล้ว ชุดของคีย์บอร์ดรวมทั้งไม้ฆ้อนจะขยับไปทางซ้ายหรือทางขวาเล็กน้อย เพื่อให้ไม้ฆ้อนตีถูกสายเพียงครึ่งเดียว (ปกติเปียโนจะมีสาย 1 ถึง 3 เส้น ต่อ 1 คีย์) ทำให้เสียงเบาลง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า (Una Corda แปลว่า สายเส้นเดียว) ส่วนในอัพไรท์เปียโน เมื่อเราเหยียบคันเหยียบอันนี้แล้ว จะมีคานมาดันชุดไม้ฆ้อนให้ขยับเข้าไปใกล้กับสายมากขึ้น ทำให้เมื่อกดคีย์แล้ว ไม้ฆ้อนจะเหวี่ยงตัวได้น้อยกว่าปกติ แรงที่เคาะสายจึงน้อยลงด้วย ผลที่ตามมาก็คือ เสียงที่ค่อยกว่า และนุ่มนวลกว่า และจะได้เสียงที่นุ่มลงกว่าเดิม แต่เมื่อเรายกเท้าจากคันเหยียบอันนี้เสียงเปียโนก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

คันเหยียบอันกลาง ในแกรนด์เปียโนเรียกว่า sostenuto pedal เมื่อเหยียบแล้ว จะดำรงเสียงของตัวโน้ตที่กดไว้ก่อนเหยียบคันเหยียบนี้เท่านั้น โดย damper จะเปิดขึ้น (โน้ตอื่นๆ ที่กดหลังจากเหยียบคันเหยียบ damper จะทำงานปกติ ทำให้เสียงสิ้นสุดเมื่อปล่อยนิ้ว) ส่วนในอัพไรท์เปียโน เรียกว่า soft pedal มีไว้เพื่อลดความดังของเปียโน เมื่อเราเหยียบคันเหยียบอันนี้แล้ว จะมีผ้ามากั้นระหว่างฆ้อนกับสาย เพราะฉะนั้นเมื่อเรากดคีย์ เสียงที่ได้จะเบาลง คันเหยีบบอันนี้มีความพิเศษก็คือ มันจะมีช่องสำหรับให้คันเหยียบอันนี้ค้างอยู่ได้ จึงทำให้เราไม่ต้องเมื่อยเมื่อต้องใช้เสียงเบา หรือต้องการใช้ dynamic แบบนี้นาน ๆ ได้ และเรายังสามารถปรับความดัง-เบา นุ่มลึกได้โดยการปรับระดับของแผ่นผ้าที่เคลื่อนลงมากั้นระหว่างฆ้อนเมื่อจะเคาะสายเปียโนได้อีกด้วย (แต่การปรับนั้นต้องเปิดฝาข้างล่างของเปียโนก่อน) ในอัพไรท์เปียโนมักใช้คันเหยียบนี้ในการซ้อมเปียโนเวลาไม่ต้องการให้มีเสียงดังมาก รบกวนคนอื่น

คันเหยียบอันขวาสุด คันเหยียบอันนี้มักจะถูกใช้บ่อย ๆ ซึ่งคำว่า pedal หรือ sustain ที่เราใช้เรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้นก็มาจากการทำงานของคันเหยียบตัวนี้ นั่นคือมันมีไว้เพื่อลากเสียงของโน้ตให้ยาวขึ้น คือเมื่อเรากดคีย์เปียโน 1 ครั้งและยกมือออกจากคีย์ เสียงก็จะหยุดทันที แต่คันเหยียบตัวนี้จะทำให้เกิดโน้ตที่มีเสียงยาวขึ้นโดยที่เราไม่ต้องกดมือค้างไว้ เพื่อจะได้เล่นโน้ตตัวอื่นได้อีก ทำให้เกิด hamony ขึ้นในเพลง เพิ่มความก้องกังวาน และความไพเราะให้กับการบรรเลงเปียโนของเรามากขึ้น (การเหยียบคันเหยียบอันนี้ค้างไว้นาน ๆ นั้นไม่ได้ทำให้การบรรเลงเพลงไพเราะเลยทีเดียวนะครับ เพราะการเหยียบนาน ๆ ค้างไว้จะทำให้เสียงของโน้ตหลาย ๆ เสียงเกิดปนกัน ทำให้เกิดคู่เสียงอันไม่พึงประสงได้ เพราะฉะนั้นหากจะใช้คันเหยียบอันนี้ก็ต้องฝึกฝน ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน)
เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติมโดย men love

โยฮันน์ เซบาสเทียน บาค (Johann Sebastian Bach)

โยฮันน์ เซบาสเทียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นคีตกวีและนักเล่นออร์แกนชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) ในครอบครัวนักดนตรี ที่เมืองไอเซนนาค บาคแต่งเพลงไว้มากมายโดยดั้งเดิมเป็นเพลงสำหรับใช้ในโบสถ์ เช่น "พาชชั่น" บาคถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1750 เมืองไลปซิค

บาคเป็นนักประพันธ์ดนตรีสมัยบาโรค ซึ่งเขาได้สร้างแนวดนตรีของเขาให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย บาคมีอิทธิพลหลักและยืนยาวต่อการพัฒนาดนตรีตะวันตก แม้แต่นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่เช่น โมซาร์ท และ เบโทเฟน ยังยอมรับบาคในฐานะปรมาจารย์
งานของบาคโดดเด่น ในทุกแง่ทุกมุม ด้วยความพิถิพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วย ท่วงทำนอง เสียงประสาน หรือ เทคนิคการสอดประสานกันของท่วงทำนองต่างๆ รูปแบบที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี การศึกษาค้นคว้า แรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยม รวมทั้งปริมาณของบทเพลงที่แต่ง ทำให้งานของบาคหลุดจากวงจรทั่วไปของงานสร้างสรรค์ที่ปกติแล้วจะเริ่มต้น เจริญเติบโตถึงขีดสุด แล้วเสื่อมสลาย นั่นคือไม่ว่าจะเป็นเพลงที่บาคได้ประพันธ์ไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ หรือเพลงที่ประพันธ์ในช่วงหลังของชีวิตนั้นจะมีคุณภาพทัดเทียมกัน

ชีวประวัติ ไอเซนนาค บาคถือเกิดในครอบครัวนักดนตรีที่ยึดอาชีพนักดนตรีประจำราชสำนัก ประจำเมืองและโบสถ์ในมณฑลทูรินจ์มาหลายชั่วโคตร ซึ่งก็นับว่าโยฮันน์ เซบาสเทียน บาคเป็นรุ่นที่ห้าแล้ว หากจะนับกันตั้งแต่บรรพบุรุษที่บาครู้จัก นั่นคือนายเวียต บาค ผู้มีชีวิตในศตวรรษที่ 16 ในฐานะเจ้าของโรงโม่และนักดนตรีสมัครเล่นในฮังการี ตั้งแต่บาคเกิด สมาชิกครอบครับบาคที่เล่นดนตรีได้มีจำนวนหลายสิบคน ทำให้ตระกูลบาคกลายเป็นครอบครัวนักดนตรีที่สำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก บาคได้รับการศึกษาทางดนตรีจากบิดาคือนายโยฮันน์อัมโบรซิอุส นักไวโอลิน เมื่ออายุได้สิบปีก็ต้องสูญเสียทั้งมารดาและบิดาในเวลาที่ห่างกันเพียงไม่ กี่เดือน ทำให้เขาต้องอยู่ในการอุปการะของพี่ชายคนโต โยฮันน์ คริสตอฟ บาค ผู้เป็นศิษย์ของโยฮันน์ พาเชลเบล และมีอาชีพเป็นนักเล่นออร์แกนในเมืองโอร์ดรุฟในขณะที่รับการศึกษาด้านดนตรี ไปด้วย โยฮันน์ เซบาสเทียนได้แสดงให้เห็นความเป็นอัจฉริยะทางดนตรี รวมทั้งยังช่วยครอบครัวหาเงินโดยการเป็นนักร้องในวงขับร้องประสานเสียงของ ครอบครัว และยังชอบที่จะคัดลอกและศึกษาผลงานของนักประพันธ์ต่างๆ 
ที่เขาสามารถพบหาได้อีกด้วยลูนเบิร์กทรัพย์สิน เงินทองของพี่ชายชองโยฮันน์ เซบาสเทียน มีจำกัด อีกทั้งพี่ชายยังมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ราวปีค.ศ. 1700 โยฮันน์ เซบาสเทียนก็ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่โรงเรียนในโบสต์ (ลา มิคาเอลิสสกูล) ที่เมืองลูนเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างออกไปทางเหนือราว 200 กิโลเมตร ซึ่งเขาต้องเดินทางด้วยเท้าไปเข้าเรียนที่นั่นพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นคน หนึ่ง นอกเหนือจาก


การเรียนดนตรีแล้ว เขายังได้ยังได้เรียนวาทศิลป์ ตรรกศาสตร์ ภาษาละติน ภาษากรีก และภาษาฝรั่งเศส เขายังได้ทำความรู้จักกับจอร์จ โบห์ม นักดนตรีของโจฮันนิสเคีร์ช และศิษย์ของ โยฮันน์ อะดัม เรนเคน นักเล่นออร์แกนคนดังของนครฮัมบูร์ก เรนเคนนี่เองที่เป็นคนสอนเขาเกี่ยวกับรูปแบบดนตรีของเยอรมนีตอนเหนือ ที่ลูนเบิร์ก เขายังได้รู้จักกับนักดนตรีชาวฝรั่งเศสอพยพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโธมาส์ เดอ ลา เซลล์ ศิษย์ของลุลลี และด้วยการได้สัมผัสกับวัฒนธรรมทางดนตรีในอีกรูปแบบ เขาได้คัดลอกบทเพลงสำหรับออร์แกนของนิโกลาส์ เดอ กรินยี และเริ่มติดต่อทางจดหมายกับ ฟร็องซัวส์ คูเปอรัง
บา คศึกษาและวิเคราะห์โน้ตแผ่นของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงด้วยความละเอียดรอบคอบ ความสนอกสนใจและความอยากรู้อยากเห็นของเขามีมาก กระทั่งว่าเขายอมเดินเท้าไปหลายสิบกิโลเมตรเพื่อจะฟังการแสดงอาร์นสตัดต์ใน ปีค.ศ. 1703 บาคได้กลายเป็นนักเล่นออร์แกนประจำเมืองอาร์นสตัดต์ เขาเริ่มมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะนักดนตรีเอก และนักดนตรีที่เล่นสดได้โดยไม่ต้องใช้โน้ต

รายการบล็อกของฉัน